ชื่อเล่ม-หน้าที่

วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2521

เล่มที่ 43 หน้าที่ 101 ถึง 150

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 101

ปรุงแต่งก็ดี มีประมาณเพียงไร, บรรดาธรรมเหล่านั้นวิราคะเรากล่าวว่า เป็นยอด." บาทพระคาถาว่า ทิปทานญฺจ จกฺขุมา ความว่า บรรดาสัตว์ ๒ เท้า อันต่างโดยเทวดาและมนุษย์เป็นต้นแม้ทั้งหมด พระตถาคตผู้มีจักษุ ๕ ประการเท่านั้น ประเสริฐ. จ ศัพท์ มีอันประมวลมาเป็นอรรถ ย่อม ประมวลเอาอรูปธรรมทั้งหลายด้วย; เพราะฉะนั้น แม้บรรดาอรูปธรรม ทั้งหลาย พระตถาคตก็เป็นผู้ประเสริฐ คือสูงสุด. บาทพระคาถาว่า ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา ความว่า ทางใดที่เรา (ตถาคต) กล่าวว่า " ประเสริฐ" ทางนั่นเท่านั้น เพื่อความหมดจดแห่ง ทัสสนะคือมรรคและผล; ทางอื่นย่อมไม่มี. บทว่า เอต หิ ความว่า เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายจงดำเนิน ทางนั้น นั่นแหละ. ก็บทว่า มารเสนปฺปโมหน นั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสว่า " เป็นที่หลงแห่งมาร คือเป็นที่ลวงแห่งมาร." บทว่า ทุกฺขสฺส ความว่า ท่านทั้งหลายจักทำที่สุด คือเขตแดน แห่งความทุกข์ในวัฏฏะแม้ทั้งสิ้นได้. บทว่า สลฺลสตฺถน เป็นต้น ความว่า เราเว้นจากกิจทั้งหลาย มี การได้ฟัง (จากผู้อื่น) เป็นต้น ทราบทางนั่น อันเป็นที่สลัดออกคือย่ำยี ได้แก่ถอนออกซึ่งลูกศรทั้งหลาย มีลูกศรคือราคะเป็นต้น โดยประจักษ์ แก่ตนแล้วทีเดียว จึงบอกทางนี้, บัดนี้ท่านทั้งหลายพึงทำ ได้แก่ควรทำ ความเพียรคือสัมมัปปธาน อันถึงซึ่งการนับว่าอาตัปปะ เพราะเป็นเครื่อง

๑.  มังสจักขุ  จักษุคือดวงตา ๑ ทิพพจักขุ  จักษุทิพย์ ๑  ปัญญาจักขุ   จักษุคือปัญญา ๑
พุทธจักขุ  จักษแห่งพระพุทธเจ้า ๑  สมันตจักขุ  จักษุรอบคอบ ๑.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 102

เผากิเลสทั้งหลาย เพื่อประโยชน์แก่การบรรลุทางนั้น. เพราะพระตถาคต ทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอกอย่างเดียว, เพราะฉะนั้น ชนทั้งหลายผู้ปฏิบัติแล้ว ด้วยสามารถแห่งทางที่พระตถาคตเจ้าเหล่านั้นตรัสบอกแล้ว มีปกติเพ่ง ด้วยฌานสองอย่าง ย่อมหลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมารกล่าวคือวัฏฏะอัน เป็นไปในภูมิสาม. ในเวลาจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นดำรงอยู่แล้วในพระอรหัตผล. พระธรรมเทศนาได้สำเร็จประโยชน์แม้แก่บุคคลผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูป จบ.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 103

๒. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปอื่นอีก [๒๐๕]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ๕๐๐ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สพฺเพ สงฺขารา" เป็นต้น. ภิกษุเรียนกัมมัฏฐาน ดังได้สดับมา ภิกษุเหล่านั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้ว แม้พากเพียรพยายามอยู่ในป่า ก็ไม่บรรลุพระอรหัต จึงคิดว่า " เราจัก เรียนกัมมัฏฐานให้วิเศษ" ดังนี้แล้วได้ไปสู่สำนักพระศาสดา. ทางแห่งความหมดจด พระศาสดาทรงพิจารณาว่า " กัมมัฏฐานอะไรหนอแล เป็นที่ สบายของภิกษุเหล่านี้ ?" จึงทรงดำริว่า " ภิกษุเหล่านี้ ในกาลแห่ง พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป ตามประกอบแล้วในอนิจจลักษณะสิ้น สองหมื่นปี, เพราะฉะนั้น การแสดงคาถาด้วยอนิจจลักษณะนั้นแลแก่เธอ ทั้งหลาย สัก ๑ คาถาย่อมควร ดังนี้แล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย สังขาร แม้ทั้งปวงในภพทั้งหลายมีกามภพเป็นต้น เป็นสภาพไม่เที่ยงเลย เพราะ อรรถว่ามีแล้วไม่มี " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๒. สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา. "เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า ' สังขาร ทั้งปวงไม่เที่ยง,' เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์, ความ หน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด."

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 104

แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น หลายบทว่า สพฺเพ สงฺขารา เป็นต้น ความ ว่า เมื่อใดบัณฑิตย่อมเห็นด้วยวิปัสสนาปัญญาว่า " ขันธ์ทั้งหลายที่เกิด ขึ้นแล้วในภพทั้งหลายมีกามภพเป็นต้น ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะต้องดับใน ภพนั้น ๆ เอง," เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์อันเนื่องด้วยการบริหารขันธ์ นี้, เมื่อหน่ายย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งกิจ มีการ กำหนดรู้ทุกข์เป็นต้น. บาทพระคาถาว่า เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ความว่า ความหน่ายใน ทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด คือแห่งความผ่องแผ้ว. ในเวลาจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว. เทศนา ได้สำเร็จประโยชน์แม้แก่บริษัทที่ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปอื่นอีก จบ. แม้ในพระคาถาที่ ๒ เรื่องก็อย่างนั้นเหมือนกัน. ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบความที่ภิกษุเหล่านั้น ทำความเพียรในอัน กำหนดสังขารโดยความเป็นทุกข์แล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ขันธ์แม้ ทั้งปวง เป็นทุกข์แท้ เพราะอรรถว่าถูกทุกข์บีบคั้น" ดังนี้แล้ว จึงตรัส พระคาถานี้ว่า:- สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ปญฺาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา. " เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า ' สังขาร ทั้งปวงเป็นทุกข์,' เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์, ความ หน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด."

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 105

แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขา ความว่า ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะ อรรถว่าถูกทุกข์บีบคั้น. บทที่เหลือ ก็เช่นกับบทอันมีในก่อนนั้นแล. แม้ในพระคาถาที่ ๓ ก็มีนัยเช่นนั้นเหมือนกัน. ก็ในพระคาถาที่ ๓ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความที่ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ตามประกอบ แล้ว ในอันกำหนดสังขารโดยความเป็นอนัตตา ในกาลก่อนอย่างสิ้นเชิง แล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ขันธ์แม้ทั้งปวงเป็นอนัตตาแท้ เพราะ อรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ" ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:- สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา. " เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า ' ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา,' เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์, ความหน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า สพฺเพ ธมฺมา พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประสงค์เอาขันธ์ ๕ นี้เอง. บทว่า อนตฺตา ความว่า ชื่อว่า อนัตตา คือว่างเปล่า ไม่มีเจ้าของ ได้แก่ไม่มีอิสระ เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ เพราะใคร ๆ ไม่ อาจให้เป็นไปในอำนาจว่า " ธรรมทั้งปวง จงอย่าแก่ จงอย่าตาย." บทที่เหลือ ก็เช่นกับบทที่มีแล้วในก่อนนั่นเอง ดังนี้แล. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปอื่นอีก จบ.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 106

๓. เรื่องพระปธานกัมมิกติสสเถระ [๒๐๖]

ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระปธาน- กัมมิกติสสเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อุฏฺานกาลมฺหิ" เป็นต้น. พวกภิกษุประสงค์จะกราบทูลคุณที่ตนได้ ได้ยินว่า กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถีประมาณ ๕๐๐ คน บวชในสำนัก พระศาสดา เรียนกัมมัฏฐานแล้วได้ไปสู่ป่า. บรรดาภิกษุเหล่านั้น รูปหนึ่ง พักอยู่ในที่นั้นเอง. ที่เหลือทำสมณธรรมอยู่ในป่า บรรลุพระอรหัต คิด ว่า " พวกเราจักกราบทูลคุณอันตนได้แล้วแด่พระศาสดา" ได้ (กลับ) ไปยังกรุงสาวัตถีอีก. อุบาสกคนหนึ่ง เห็นภิกษุเหล่านั้นผู้เที่ยวบิณฑบาต อยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง ในที่ประมาณโยชน์หนึ่งแต่กรุงสาวัตถี จึงต้อนรับ ด้วยวัตถุทั้งหลายมียาคูและภัตเป็นต้น ฟังอนุโมทนาแล้ว จึงนิมนต์เพื่อ ประโยชน์แก่การฉันในวันรุ่งขึ้น. ภิกษุเหล่านั้น ไปถึงกรุงสาวัตถีในวันนั้นเอง เก็บบาตรและจีวร ไว้แล้ว ในเวลาเย็นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมนั่งอยู่แล้ว. พระ- ศาสดา ทรงแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับด้วยภิกษุเหล่านั้น ได้ทรงทำการ ต้อนรับแล้ว. ความไม่รู้จักกาลให้เกิดความเดือดร้อน ขณะนั้น ภิกษุสหายแห่งภิกษุเหล่านั้น ผู้ยังเหลืออยู่ในที่นั้น คิดว่า " เมื่อพระศาสดาทรงทำการต้อนรับภิกษุเหล่านั้น พระโอษฐ์ย่อม ไม่พอ (จะตรัส), แต่หาตรัสปราศรัยกับด้วยเราไม่ เพราะมรรคและผล

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 107

ของเราไม่มี, ในวันนี้แหละเราบรรลุพระอรหัตแล้ว จักให้พระศาสดา ตรัสปราศรัยกับด้วยเรา." ภิกษุแม้เหล่านั้นทูลลาพระศาสดาว่า " พวก ข้าพระองค์อันอุบาสกคนหนึ่ง ในหนทางเป็นที่มา นิมนต์เพื่อฉันเช้าใน วันพรุ่งนี้ จักไปในที่นั้นแต่เช้าเทียว." ลำดับนั้น ภิกษุผู้สหายแห่งภิกษุ เหล่านั้น เดินจงกรมตลอดคืนยังรุ่ง ล้มลงที่แผ่นหินแผ่นหนึ่งในที่สุด จงกรม ด้วยอำนาจแห่งความหลับ. กระดูกขาแตกแล้ว. เธอร้องด้วย เสียงดัง. พวกภิกษุผู้เป็นสหายเหล่านั้นของเธอจำเสียงได้ ต่างวิ่งเข้าไปข้าง โน้นและข้างนี้. เมื่อภิกษุเหล่านั้น ตามประทีปทำกิจที่ควรทำแก่ภิกษุนั้น อยู่นั่นแล, อรุณขึ้นแล้ว. ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้โอกาสไปบ้านนั้น. ทรงแสดงชาดกในเรื่องไม่รู้จักกาล ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวก เธอไม่ไปสู่บ้าน เป็นที่เที่ยวภิกษาหรือ ? ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับว่า " อย่าง นั้น พระเจ้าข้า " แล้วกราบทูลเรื่องนั้น. พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุนั่นทำอันตรายลาภของพวกเธอในบัดนี้เท่านั้นหามิได้, แม้ ในกาลก่อน เธอก็ได้ทำแล้วเหมือนกัน" อันภิกษุเหล่านั้นทูลวิงวอน แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมา ตรัสชาดกให้พิสดารว่า:- " บุคคลใด ย่อมปรารถนาจะทำกิจที่ควรทำก่อน ไว้ (ทำ) ภายหลัง, บุคคลนั้น ย่อมเดือดร้อนภาย- หลัง, เหมือนมาณพผู้หักกิ่งไม้กุ่มฉะนั้น."

๑.  ขุ.  ชา.  ๒๗/๒๓.  อรรถกถา.  ๒/๑๑๙.  วรุณชาดก.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 108

ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นได้เป็นมาณพ ๕๐๐ ในกาลนั้น, มาณพผู้ เกียจคร้านได้เป็นภิกษุนี้, ส่วนอาจารย์ได้เป็นพระตถาคตด้วยประการฉะนี้. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ ทั้งหลาย ก็บุคคลใดไม่ทำความขยัน ในกาลที่ควรขยัน เป็นผู้มีความ ดำริอันจมแล้ว เป็นผู้เกียจคร้าน, บุคคลนั้นย่อมไม่บรรลุคุณวิเศษอันต่าง โดยคุณมีฌานเป็นต้น" ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๓. อุฏฺานกาลมฺหิ อนุฏฺหาโน ยุวา พลี อาลสิย อุเปโต สสนฺนสงฺกปฺปมโน กุสีโต ปญฺาย มคฺค อลโส น วินฺทติ. " ก็บุคคลยังหนุ่มแน่นมีกำลัง (แต่) ไม่ขยันใน กาลที่ควรขยัน เข้าถึงความเป็นผู้เกียจคร้าน มีใจ ประกอบด้วยความดำริอันจมแล้ว ขี้เกียจ เกียจคร้าน ย่อมไม่ประสบทางด้วยปัญญา." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุฏฺหาโน ความว่า ไม่ขยันคือ ไม่พยายาม. สองบทว่า ยุวา พลี ความว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเป็นคน รุ่นหนุ่ม ทั้งถึงพร้อมด้วยกำลัง. สองบทว่า อาลสิย อุเปโต ความว่า ย่อมเป็นผู้เข้าถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้เกียจคร้าน คือกินแล้ว ๆ ก็นอน. บทว่า สสนฺนสงฺกปฺปมโน ความว่า ผู้มีจิตประกอบด้วยความดำริอันจม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 109

ดิ่งลงแล้ว เพราะมิจฉาวิตกสาม. บทว่า กุสีโต ได้แก่ผู้ไม่มีความเพียร. บทว่า อลโส ความว่า บุคคลนั้น เกียจคร้านมาก เมื่อไม่เห็นอริยมรรค อันพึงเห็นด้วยปัญญา จึงชื่อว่า ย่อมไม่ประสบ คือไม่ได้. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องพระปธานกัมมิกติสสเถระ จบ.

๑.  มิจฉาวิตก  ๓ คือ   ๑.  กามวิตก  ตรึกในกาม     ๒. พยาบาทวิตก  ตรึกในการพยาบาท
๓.  วิหิงสาวิตก  ตรึกในการเบียดเบียนคนอื่น.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 110

๔. เรื่องสูกรเปรต [๒๐๗]

ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภสูกรเปรต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "วาจานุรกฺขี" เป็นต้น. พระมหาโมคคัลลานเถระเห็นเปรต ความพิสดารว่า วันหนึ่งพระมหาโมคคัลลานเถระลงจากภูเขาคิชฌกูฏ กับพระลักขณเถระ ได้ทำการยิ้มแย้มในประเทศแห่งหนึ่ง อันพระลักขณ- เถระถามว่า " ท่านผู้มีอายุ อะไรหนอ เป็นเหตุแห่งการทำความยิ้มแย้ม ให้ปรากฏ ?" กล่าวว่า " ท่านผู้มีอายุ กาลนี้มิใช่กาลแห่งปัญหานี้, ท่าน ควรถามผมในสำนักของพระศาสดา " ดังนี้แล้ว เที่ยวบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์กับพระลักขณเถระนั่นเอง กลับจากบิณฑบาตแล้วไปสู่พระเวฬุวัน ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง. ลำดับนั้น พระลักขณเถระถามความนั้นกะท่าน. ท่านกล่าวว่า " ผู้มีอายุ ผมได้เห็นเปรตตนหนึ่ง, สรีระของมันประมาณ ๓ คาวุต, สรีระนั้นคล้ายสรีระของมนุษย์ ส่วนศีรษะของมันเหมือนศีรษะของสุกร, หางของมันเกิดที่ปาก, หมู่หนอนไหลออกจากปากนั้น, ผมคิดว่า ' เรา ไม่เคยเห็นสัตว์มีรูปอย่างนี้ ' ครั้นเห็นเปรตนั้นแล้ว จึงได้ทำการยิ้มแย้ม ให้ปรากฏ." พระศาสดาตรัสรับรอง พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกสาวกของเรามีจักษุอยู่ หนอ " แล้วตรัสว่า " แม้เราก็ได้เห็นสัตว์นั่นที่ควงแห่งต้นโพธิ์เหมือน กัน. แต่ไม่พูด ด้วยอนุเคราะห์แก่ชนเหล่าอื่นว่า ' ก็ชนเหล่าใดไม่พึง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 111

เชื่อต่อเรา, ความไม่เชื่อนั้น พึงมีกรรมมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเหล่า นั้น, บัดนี้เราได้โมคคัลลานะเป็นพยาน จึงกล่าว, โมคคัลลานะพูดจริง ภิกษุทั้งหลาย." ภิกษุทั้งหลายฟังเรื่องนี้แล้ว ทูลถามพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ก็บุรพกรรมของเปรตนั้นเป็นอย่างไร ?" พระศาสดาตรัสว่า " ถ้าอย่างนั้น พวกเธอจงฟังเถิด ภิกษุทั้งหลาย" แล้วทรงนำอดีตนิทาน มา ตรัสบุรพกรรมของเปรตนั้น (ดังต่อไปนี้) :- บุรพกรรมของสูกรเปรต ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป พระเถระ ๒ รูปพร้อมเพรียงกันในอาวาสใกล้หมู่บ้านตำบลหนึ่ง. ในพระ ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งมีพรรษา ๖๐, รูปหนึ่งมีพรรษา ๕๙, รูปที่มีพรรษา ๕๙ นั้น ถือบาตรและจีวรของพระเถระนอกนี้เที่ยวไป, ได้ทำวัตรปฏิบัติทุกอย่าง เหมือนสามเณร. เมื่อพระเถระทั้งสองนั้นอยู่พร้อมเพรียงกัน ดุจพี่น้อง ที่อยู่ในท้องมารดาเดียวกัน, พระธรรมกถึกรูปหนึ่งมาสู่ที่อยู่ (ของพระ- เถระทั้งสอง) แล้ว ก็กาลนั้น เป็นวันธัมมัสสวนะ. พระเถระทั้งสอง สงเคราะห์พระธรรมกถึกแล้วพูดว่า " ท่านสัตบุรุษ ขอท่านจงกล่าว ธรรมกถาแก่พวกผมเถิด. " พระธรรมกถึกนั้น ก็กล่าวธรรมกถาแล้ว. พระเถระทั้งสองมีจิตยินดีว่า " พวกเราได้พระธรรมกถึกแล้ว " รุ่งขึ้น พาท่านเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านใกล้เคียง ทำภัตกิจเสร็จในบ้านนั้นแล้ว กล่าวว่า " ท่านผู้มีอายุ ขอท่านจงกล่าวธรรมกถาหน่อยหนึ่งจากที่ที่ได้พัก ไว้ในวันวาน" แล้วนิมนต์ให้ท่านกล่าวธรรมแก่พวกมนุษย์. พวกมนุษย์ ฟังธรรมกถาแล้ว นิมนต์แม้เพื่อต้องการ (ให้ฉัน) ในวันรุ่งขึ้น. พระ-

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 112

เถระทั้งสองพาพระธรรมกถึกนั้นเที่ยวบิณฑบาต ในบ้านเป็นที่เที่ยวภิกษา บ้านละสองวันโดยรอบ อย่างนี้. พระธรรมกถึกคิดว่า "พระเถระสอง รูปนี้ เป็นผู้อ่อนโยนยิ่งนัก, การที่เราให้พระแม้ทั้งสองรูปนี้หนีไปเสีย แล้วอยู่ในวัดนี้ควร." ในตอนเย็นท่านไปสู่ที่บำรุงของพระเถระในเวลาที่ ภิกษุทั้งสองลุกไปแล้ว กลับเข้าไปหาพระมหาเถระแล้วพูดว่า "ท่าน ผู้เจริญ เรื่องบางอย่างที่ผมควรพูดมีอยู่," เมื่อพระมหาเถระกล่าวว่า "จงพูดเถิด ผู้มีอายุ." คิดหน่อยหนึ่งแล้วพูดว่า "ท่านผู้เจริญ ขึ้น ชื่อว่าการพูดมีโทษมาก" ไม่พูดอะไร แล้วหลีกไป. พระธรรมกถึกนั้น ไปสู่สำนักแม้ของพระอนุเถระก็ได้ทำอย่างนั้นเหมือนกัน. ในวันที่ ๒ ท่าน ก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน, ในวันที่ ๓ เมื่อความรวนเรอย่างยิ่งเกิดแก่พระ- เถระทั้งสองนั้นแล้ว, เข้าไปหาพระมหาเถระแล้วพูดว่า "ท่านผู้เจริญ คำบางอย่างที่ผมควรจะพูดมีอยู่, แต่ผมไม่อาจพูดในสำนักของท่านได้." ถูกพระเถระรบเร้าว่า "ไม่เป็นไร คุณ, จงพูดเถิด" จึงกล่าวว่า "ท่าน ผู้เจริญ ก็ทำไม พระอนุเถระจึงไม่ถูกกับท่าน ?" พระมหาเถระ. ท่านสัตบุรุษ ท่านพูดอะไรนั่น; ผมทั้งสองเป็น เหมือนบุตรผู้อยู่ในท้องมารดาเดียวกัน, ในผมทั้งสองรูป รูปหนึ่งได้สิ่งของ แล้ว รูปแม้นอกนี้ก็เป็นอันได้เหมือนกัน, โทษของพระเถระนั่น อันผม เคยเห็น ย่อมไม่มี ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้. พระธรรมกถึก. อย่างนั้นหรือ ? ท่านผู้เจริญ. พระมหาเถระ. อย่างนั้น คุณ. พระธรรมกถึก. ท่านผู้เจริญ พระอนุเถระพูดกะผมอย่างนี้ว่า ' ท่าน สัตบุรุษ ท่านเป็นกุลบุตร, ท่านทำการคบหากับพระมหาเถระนั่น ด้วย

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 113

ทำในใจว่า ' พระมหาเถระนี้ มีความละอาย มีศีลเป็นที่รัก, ควรพิจารณา แล้วจึงทำ, ตั้งแต่วันที่ผมมาถึง พระอนุเถระนั่นพูดกะผมอย่างนี้. พระมหาเถระพอได้ฟังคำนั้น ก็มีใจโกรธแค้น แตกแล้ว ดุจ ภาชนะที่เขาทำด้วยดิน อันบุคคลตีด้วยไม้ฉะนั้น. พระธรรมกถึกแม้นอกนี้ ลุกไปสำนักของพระอนุเถระ แล้วได้พูดเหมือนอย่างนั้น. แม้พระอนุเถระ ก็ได้แตกอย่างนั้นเหมือนกัน. ในพระเถระสองรูปนั้น แม้รูปหนึ่ง ชื่อว่า เคยแยกกันเข้าไปบิณฑบาต ย่อมไม่มี ตลอดกาลเท่านี้ แม้ก็จริง, ถึง ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้น พระเถระทั้งสองได้แยกกันเข้าไปบิณฑบาต, พระ- อนุเถระมาถึงก่อนแล้ว ได้ยืนอยู่ที่ศาลาเป็นที่บำรุง, พระมหาเถระได้มา ถึงในภายหลัง. พระอนุเถระเห็นท่านแล้ว จึงคิดว่า "เราควรรับบาตร และจีวรของพระเถระนี้หรือไม่หนอ ?" ท่านแม้คิดว่า "บัดนี้เราจักไม่ รับ" ดังนี้แล้ว ก็ยังทำจิตให้อ่อนได้ ด้วยทำในใจว่า "ช่างเถิด กรรม เห็นปานนี้ อันเราไม่เคยทำ, การที่เรายังวัตรของตนให้เสียไปไม่สมควร" ดังนี้แล้ว เข้าไปหาพระเถระ กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านจงให้บาตรและ จีวร." พระมหาเถระนอกนี้ ชี้นิ้วตวาดว่า "จงไป คนหัวดื้อ, คุณ ไม่ควรจะรับบาตรและจีวรของฉัน," เมื่อพระอนุเถระนั้นกล่าวว่า "จริง ละขอรับ, ถึงผมก็คิดแล้วว่า ' จักไม่รับบาตรและจีวรของท่าน," กล่าว ว่า "ท่านผู้มีอายุผู้ใหม่ ทำไมท่านจึงคิดว่า ' ความเกี่ยวข้องอะไร ๆ ใน วิหารนี้ของเรามีอยู่  ?". แม้พระอนุเถระนอกนี้ก็กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ก็ทำไมท่านจึงสำคัญอย่างนี้ว่า ' ความเกี่ยวข้องอะไร ๆ ในวิหารนี้ของเรา มีอยู่ ? ' นี้เป็นวิหารของท่าน," แล้วถือบาตรและจีวรออกไป. ถึงพระ- มหาเถระนอกนี้ก็ได้ออกไป ( เหมือนกัน ).

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 114

พระเถระทั้งสองนั้น ไม่ไปแม้โดยหนทางเดียวกัน, รูปหนึ่งถือเอา หนทางโดยประตูด้านปัจฉิมทิศ, รูปหนึ่งถือเอาโดยประตูด้านปุรัตถิมทิศ. พระธรรมกถึกกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ อย่าทำอย่างนี้, อย่าทำอย่างนี้" เมื่อพระเถระกล่าวว่า "จงหยุดเถิด คุณ," แล้วกลับ. ในวันรุ่งขึ้นพระ- ธรรมกถึกนั้น เข้าไปบ้านใกล้เคียง, เมื่อพวกมนุษย์กล่าวว่า "ท่านผู้ เจริญทั้งสองไปไหน ? ขอรับ," กล่าวตอบว่า "คุณ อย่าถามเลย, พระผู้เป็นเจ้าผู้เข้าถึงสกุลของพวกท่าน วานนี้ทำการทะเลาะกันแล้วออก ไป, ฉันแม้ขอร้องอยู่ก็ไม่สามารถจะให้กลับได้." ในคนเหล่านั้น คนที่ โง่เขลาได้นิ่งเสีย, ส่วนคนที่ฉลาดคิดว่า "ชื่อว่าความพลั้งพลาดอะไร ๆ ของผู้เจริญทั้งสอง เราทั้งหลายไม่เคยเห็นสิ้นกาลประมาณเพียงนี้, ภัยเมื่อ เกิดขึ้นแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้งสองนั้น คงเกิดขึ้นเพราะอาศัยพระธรรมกถึก รูปนี้" แล้วได้เป็นผู้ถึงความเสียใจ. พระมหาเถระแม้เหล่านั้น ไม่ได้ ความสบายจิตในที่ไปแล้ว. พระมหาเถระคิดว่า "โอ ! กรรมของภิกษุ ใหม่หนัก, (เพราะ) เธอได้พูดกะภิกษุผู้จรมา ที่ตนเห็นแล้วครู่เดียวว่า ' ท่านอย่าได้ทำการคบหากับพระมหาเถระ." ถึงพระอนุเถระนอกนี้ก็ได้ คิดว่า "โอ ! กรรมของพระมหาเถระหนัก (เพราะ) ท่านได้พูดกะ ผู้จรมา อันตนเห็นแล้วเพียงครู่เดียวว่า ' อย่าได้คบหากับพระอนุเถระนี้." การสาธยายและการทำไว้ในใจมิได้มีแล้วแก่พระเถระทั้งสองนั้น. โดย ล่วงไป ๑๐๐ ปี พระเถระทั้งสองนั้นได้ไปสู่วิหารแห่งเดียวกันในปัจฉิม- ทิศ. เสนาสนะอันเดียวกันนั่นแล ได้ถึงแก่พระเถระทั้งสองนั้น. เมื่อ พระมหาเถระเข้าไปนั่งบนเตียงแล้ว, แม้พระอนุเถระนอกนี้ก็ได้เข้าไป. พระมหาเถระพอเห็นพระอนุเถระนั้นก็จำได้ ไม่สามารถจะอดกลั้นน้ำตา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 115

ไว้ได้. ถึงพระอนุเถระนอกนี้ ก็จำพระมหาเถระได้ มีนัยน์ตาอันเต็มแล้ว ด้วยน้ำตา คิดว่า "เราจะพูดหรือไม่พูดหนอแล ?" แล้วคิดว่า "ข้อ นั้นไม่ควรเชื่อ" แล้วไหว้พระเถระ กล่าวว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผมถือบาตรและจีวรของท่านได้เที่ยวไปตลอดกาลประมาณเพียงนี้, เออก็ มรรยาทอันไม่สมควรอะไร ๆ ในทวารทั้ง ๖ มีกายทวารเป็นต้นของผม อันท่านเคยเห็นแล้วหรือ ? พระมหาเถระ. ไม่เคยเห็น ผู้มีอายุ. พระอนุเถระ. เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมท่านจึงได้พูดกะพระธรรม- กถึกว่า ' อย่าได้ทำการคบหากับพระอนุเถระนั่น ? ' พระมหาเถระ. ผู้มีอายุ ผมหาพูดอย่างนั้นไม่ นัยว่า ท่านพูด อย่างนี้ ในระหว่างของเรา. พระอนุเถระ. ท่านผู้เจริญ แม้ผมก็มิได้พูด. ในขณะนั้น พระเถระทั้งสองนั้นก็ทราบได้ว่า "พระธรรมกถึก นั้น จักใคร่ทำลายเราทั้งสอง จึงพูดอย่างนั้น" แล้วยังกันและกันให้ แสดงโทษแล้ว. พระเถระทั้งสองนั้น ไม่ได้ความสบายใจตลอด ๑๐๐ ปี เป็นผู้พร้อมเพรียงกันในวันนั้น ชวนกันว่า "มาเถิด, เราจักคร่าพระ- ธรรมกถึกนั้นออกจากวิหารนั้น" แล้วหลีกไป ได้ถึงวิหารนั้นโดยลำดับ. แม้พระธรรมกถึกก็เห็นพระเถระทั้งสองแล้ว เข้าไปใกล้ เพื่อรับบาตร และจีวร. พระเถระทั้งสองชี้นิ้วพูดว่า "ท่านไม่ควรจะอยู่ในวิหารนี้ (ต่อไป)." พระธรรมกถึกนั้นไม่อาจดำรงอยู่ได้ ออกหนีไปในทันใด นั้นเอง. ครั้งนั้น สมณธรรมที่เธอบำเพ็ญแล้วสิ้นสองหมื่นปี มิได้อาจ เพื่อจะทรงเธอไว้ได้. เธอเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในอเวจี ไหม้

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 116

อยู่สิ้นพุทธันดรหนึ่ง มีอัตภาพมีประการดังกล่าวแล้ว เสวยทุกข์อยู่ที่ ภูเขาคิชฌกูฏในบัดนี้. พระศาสดาตรัสพระธรรมเทศนา พระศาสดา ครั้นทรงนำบุรพกรรมนี้ ของสูกรเปรตนั้นมาแล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่าภิกษุ พึงเป็นผู้เข้าไปสงบด้วยกาย เป็นต้น" แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๔. วาจานุรกฺขี มนสา สุสวุโต กาเยน จ อกุสล น กยิรา เอเต ตโย กมฺมปเถ วิโสธเย อาราธเย มคฺค อิสิปฺปเวทิต. "บุคคลผู้มีปกติรักษาวาจา สำรวมดีแล้วด้วยใจ และไม่ควรทำอกุศลด้วยกาย พึงยังกรรมบถทั้งสาม เหล่านี้ให้หมดจด พึงยินดีทางที่ท่านผู้แสวงหาคุณ ปราศแล้ว." แก้อรรถ ความแห่งพระคาถานั้นว่า " บุคคล ชื่อว่าผู้มีปกติตามรักษาวาจา เพราะเว้นทุจริต ๔, ชื่อว่าสำรวมใจแล้วด้วยดี เพราะไม่ยังมโนทุจริตมี อภิชฌาเป็นต้นให้เกิดขึ้น. และเมื่อสู่กายทุจริต มีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าไม่ควรทำอกุศลด้วยกาย, พึงยังกรรมบถ ๓ เหล่านั้น ให้หมดจด ด้วยอาการอย่างนี้; ก็เมื่อให้หมดจดได้อย่างนั้น ชื่อว่าพึงยินดีมรรคมี

๑.  วจีทุจริต  ๔ คือ  ๑. พูดเท็จ  ๒. พูดคำหยาบ  ๓. พูดส่อเสียด  ๔. พูดเพ้อเจ้อ คือตัดเสียงซึ่ง
ประโยชน์ตนและคนอื่น.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 117

องค์ ๘ อันท่านผู้แสวงหาคุณทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้แสวง หาคุณคือศีลเป็นต้น ประกาศแล้ว. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องสูกรเปรต จบ.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 118

๕. เรื่องพระโปฐิลเถระ [๒๐๘]

ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเถระ นามว่าโปฐิละ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โยคา เว " เป็นต้น. รู้มากแต่เอาตัวไม่รอด ดังได้สดับมา พระโปฐิละนั้นเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกในศาสนาของ พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ บอกธรรมแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป. พระศาสดา ทรงดำริว่า " ภิกษุนี้ ย่อมไม่มีแม้ความคิดว่า ' เราจักทำการสลัดออก จากทุกข์แก่ตน; เราจักยังเธอให้สังเวช." จำเดิมแต่นั้นมา พระองค์ย่อมตรัสกะพระเถระนั้น ในเวลาที่พระ- เถระมาสู่ที่บำรุงของพระองค์ว่า " มาเถิด คุณใบลานเปล่า, นั่งเถิด คุณ ใบลานเปล่า, ไปเถิด คุณใบลานเปล่า, แม้ในเวลาที่พระเถระลุกไป ก็ ตรัสว่า " คุณใบลานเปล่า ไปแล้ว." พระโปฐิละนั้นคิดว่า " เราย่อม ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา, บอกธรรมแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ถึง ๑๘ คณะใหญ่, ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น พระศาสดายังตรัสเรียกเราเนือง ๆ ว่า ' คุณใบลานเปล่า ' พระศาสดาตรัสเรียกเราอย่างนี้ เพราะความไม่มี คุณวิเศษ มีฌานเป็นต้นแน่แท้." ท่านมีความสังเวชเกิดขึ้นแล้ว จึงคิดว่า " บัดนี้ เราจักเข้าไปสู่ป่าแล้วทำสมณธรรม" จัดแจงบาตรและจีวรเอง ทีเดียว ได้ออกไปพร้อมด้วยภิกษุผู้เรียนธรรม แล้วออกไปภายหลังภิกษุ ทั้งหมดในเวลาใกล้รุ่ง. พวกภิกษุนั่งสาธยายอยู่ในบริเวณ ไม่ได้กำหนด ท่านว่า " อาจารย์." พระเถระไปสิ้นสองพันโยชน์แล้ว, เข้าไปหาภิกษุ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 119

๓๐ รูป ผู้อยู่ในอาวาสราวป่าแห่งหนึ่ง ไหว้พระสังฆเถระแล้ว กล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของกระผม." พระสังฆเถระ. " ผู้มีอายุ ท่านเป็นพระธรรมกถึก, สิ่งอะไรชื่อว่า อันพวกเราพึงทราบได้ ก็เพราะอาศัยท่าน, เหตุไฉนท่านจึงพูดอย่างนี้  ? พระโปฐิละ. ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอย่าทำอย่างนี้, ขอท่านจง เป็นที่พึ่งของกระผม. วิธีขจัดมานะของพระโปฐิละ ก็พระเถระเหล่านั้นทั้งหมด ล้วนเป็นพระขีณาสพทั้งนั้น. ลำดับนั้น พระมหาเถระ ส่งพระโปฐิละนั้นไปสู่สำนักพระอนุเถระ ด้วยคิดว่า " ภิกษุนี้มีมานะ เพราะอาศัยการเรียนแท้." แม้พระอนุเถระนั้นก็กล่าว กะพระโปฐิละนั้น อย่างนั้นเหมือนกัน. ถึงพระเถระทั้งหมด เมื่อส่ง ท่านไปโดยทำนองนี้ ก็ส่งไปสู่สำนักของสามเณรผู้มีอายุ ๗ ขวบ ผู้ใหม่ กว่าสามเณรทั้งหมด ซึ่งนั่งทำกรรมคือการเย็บผ้าอยู่ในที่พักกลางวัน. พระเถระทั้งหลายนำมานะของท่านออกได้ ด้วยอุบายอย่างนี้. พระโปฐิละหมดมานะ พระโปฐิละนั้น มีมานะอันพระเถระทั้งหลายนำออกแล้ว จึง ประคองอัญชลีในสำนักของสามเณรแล้วกล่าวว่า " ท่านสัตบุรุษ ขอท่าน จงเป็นที่พึ่งของผม." สามเณร. ตายจริง ท่านอาจารย์ ท่านพูดอะไรนั่น, ท่านเป็น คนแก่ เป็นพหูสูต, เหตุอะไร ๆ พึงเป็นกิจอันผมควรรู้ในสำนักของท่าน พระโปฐิละ. ท่านสัตบุรุษ ท่านอย่าทำอย่างนี้, ขอท่านจงเป็น ที่พึ่งของผมให้ได้.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 120

สามเณร. ท่านขอรับ หากท่านจักเป็นผู้อดทนต่อโอวาทได้ไซร้, ผมจักเป็นที่พึ่งของท่าน. พระโปฐิละ. ผมเป็นได้ ท่านสัตบุรุษ, เมื่อท่านกล่าวว่า ' จงเข้า ไปสู่ไฟ,' ผมจักเข้าไปแม้สู่ไฟได้ทีเดียว. พระโปฐิละปฏิบัติตามคำสั่งสอนของสามเณร ลำดับนั้น สามเณรจึงแสดงสระ ๆ หนึ่งในที่ไม่ไกล แล้วกล่าวกะ ท่านว่า " ท่านขอรับ ท่านนุ่งห่มตามเดิมนั่นแหละ จงลงไปสู่สระนี้." จริงอยู่ สามเณรนั้น แม้รู้ความที่จีวรสองชั้นซึ่งมีราคามาก อันพระเถระ นั้นนุ่งห่มแล้ว เมื่อจะทดลองว่า " พระเถระจักเป็นผู้อดทนต่อโอวาทได้ หรือไม่" จึงกล่าวอย่างนั้น. แม้พระเถระก็ลงไปด้วยคำ ๆ เดียวเท่านั้น. ลำดับนั้น ในเวลาที่ชายจีวรเปียก สามเณรจึงกล่าวกะท่านว่า " มาเถิด ท่านขอรับ" แล้วกล่าวกะท่านผู้มายืนอยู่ด้วยคำๆ เดียวเท่านั้นว่า " ท่าน ผู้เจริญ ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง มีช่องอยู่ ๖ ช่อง, ในช่องเหล่านั้น เหี้ย เข้าไปภายในโดยช่อง ๆ หนึ่ง บุคคลประสงค์จะจับมัน จึงอุดช่องทั้ง ๕ นอกนี้ ทำลายช่องที่ ๖ แล้ว จึงจับเอาโดยช่องที่มันเข้าไปนั่นเอง; บรรดา ทวารทั้งหก แม้ท่านจงปิดทวารทั้ง ๕ อย่างนั้นแล้ว จงเริ่มตั้งกรรมนี้ไว้ ในมโนทวาร." ด้วยนัยมีประมาณเท่านี้ ความแจ่มแจ้งได้มีแก่ภิกษุผู้ เป็นพหูสูต ดุจการลุกโพลงขึ้นแห่งดวงประทีปฉะนั้น. พระโปฐิละนั้น กล่าวว่า " ท่านสัตบุรุษ คำมีประมาณเท่านี้แหละพอละ" แล้วจึงหยั่งลง ในกรชกาย ปรารภสมณะธรรม.

๑.  คำว่า กรรม ในที่นี้   ได้แก่  บริกรรม  หรือกัมมัฏฐาน.  ๒. แปลว่า ในกายบังเกิดด้วยธุลี
มีในสรีระ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 121

ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งปัญญา พระศาสดาประทับนั่งในที่สุดประมาณ ๑๒๐ โยชน์เทียว ทอด พระเนตรดูภิกษุนั้นแล้วดำริว่า " ภิกษุนั้นเป็นผู้มีปัญญา (กว้างขวาง) ดุจแผ่นดิน ด้วยประการใดแล; การที่เธอตั้งตนไว้ด้วยประการนั้นนั่นแล ย่อมสมควร." แล้วทรงเปล่งพระรัศมีไป ประหนึ่งตรัสอยู่กับภิกษุนั้น ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๕. โยคา เว ชายตี ภูริ อโยคา ภูริสงฺขโย เอต เทฺวธา ปถ ญตฺวา ภวาย วิภวาย จ ตถตฺตาน นิเวเสยฺย ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ. "ปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบแล, ความ สิ้นไปแห่งปัญญาเพราะการไม่ประกอบ, บัณฑิตรู้ ทาง ๒ แพร่ง แห่งความเจริญและความเสื่อมนั่น แล้ว พึงตั้งตนไว้โดยประการที่ปัญญาจะเจริญขึ้น ได้." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยคา ความว่า เพราะการกระทำไว้ ในใจโดยอุบายอันแยบคายในอารมณ์ ๓๘. คำว่า ' ภูริ ' นั่น เป็นชื่อแห่งปัญญาอันกว้างขวาง เสมอด้วย แผ่นดิน. ความพินาศ ชื่อว่า ความสิ้นไป. สองบทว่า เอต เทวฺธา ปถ คือ ซึ่งการประกอบและการไม่ ประกอบนั่น.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 122

บาทพระคาถาว่า ภวาย วิภวาย จ คือ แห่งความเจริญและ ความไม่เจริญ. บทว่า ตถตฺตาน ความว่า บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ โดยประการที่ ปัญญากล่าวคือภูรินี้จะเจริญขึ้นได้. ในกาลจบพระคาถา พระโปฐิลเถระตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ดังนี้. . เรื่องพระโปฐิลเถระ จบ.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 123

๖. เรื่องพระเถระแก่ [๒๐๙]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุแก่ หลายรูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " วน ฉินฺทถ " เป็นต้น. พวกกุฏุมพีละฆราวาสออกบวช ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นในเวลาเป็นคฤหัสถ์เป็นกุฎุมพี เป็นผู้ มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก ในกรุงสาวัตถี เป็นสหายกันและกัน ทำบุญร่วมกัน ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว คิดว่า " พวกเราเป็นคนแก่, ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือนของพวกเรา" ดังนี้แล้ว ทูลขอ บรรพชากะพระศาสดา บวชแล้ว, แต่เพราะความเป็นคนแก่ ไม่สามารถ เล่าเรียนธรรมได้ จึงให้คนสร้างบรรณศาลาไว้ในที่สุดวิหาร แล้วอยู่รวม กัน, แม้เมื่อเที่ยวไปบิณฑบาต โดยมากก็ไปเรือนของบุตรและภรรยา นั่นแหละแล้วฉัน. พวกภิกษุแก่ร้องไห้รำพันถึงอุบาสิกา ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีภรรยาเก่าชื่อว่านางมธุรปาณิกา. นางได้มีอุปการะแก่ภิกษุเหล่านั้นแม้ทุกรูป; เพราะฉะนั้น ภิกษุแม้ทุกรูป ถืออาหารที่ตนได้แล้ว ไปนั่งฉันที่เรือนของนางนั่นแหละ. ฝ่ายนางก็ถวาย แกงและกับแก่ภิกษุเหล่านั้น ตามที่ตนจัดไว้. นางอันอาพาธชนิดใดชนิดหนึ่งถูกต้องแล้ว ได้ทำกาละแล้ว. ลำดับ นั้น พระเถระแก่เหล่านั้นประชุมกันในบรรณศาลาของพระเถระผู้สหาย

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 124

กอดคอกันและกันร้องไห้รำพันอยู่ว่า " อุบาสิกาผู้มีรสมืออันอร่อยทำกาละ เสียแล้ว." และอันภิกษุทั้งหลายวิ่งเข้าไปโดยรอบ แล้วถามว่า " นี่เรื่อง อะไรกัน  ? ท่าน " จึงกล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ ภรรยาเก่าของสหายของ พวกผมทำกาละเสียแล้ว, นางเป็นผู้มีอุปการะแก่พวกผมเหลือเกิน, บัดนี้ พวกผมจักได้ผู้เห็นปานนั้นแต่ไหน, พวกผมร้องไห้เพราะเหตุนี้." พระศาสดาตรัสกากชาดกแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? ในบัดนี้ " เมื่อพวกภิกษุกราบทูลว่า " ด้วยเรื่องชื่อนี้ " จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น, แม้ในกาลก่อน เมื่อนางมธุร- ปาณิกานั้นเกิดในกำเนิดกา เที่ยวไปริมฝั่งสมุทร ถูกลูกคลื่นสมุทร (ซัด) เข้าไปสู่สมุทรให้ตายแล้ว ภิกษุเหล่านั้น (เกิด) เป็นกา ร้องไห้ร่ำไรแล้ว, คิดว่า ' พวกเราจักนำนางกานั้นไป,' จึงพากันวิดมหาสมุทรด้วยจะงอยปาก ลำบากแล้ว." ทรงนำอดีตนิทานมาแล้ว ตรัสกาก ชาดกให้พิสดารว่า :- " เออก็ คางของพวกเราล้าแล้ว, และปากซีด, พวกเราจงงดเสียเถิด พวกเรา (วิดต่อไปก็) ไม่ สำเร็จ, เพราะห้วงน้ำใหญ่ยังเต็มอยู่อย่างเดิม." แล้วตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นมา ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ อาศัยป่า คือราคะ โทสะ และโมหะ จึงถึงทุกข์นี้, การที่พวกเธอตัดป่า นั้นเสีย ควร, พวกเธอจักเป็นผู้หมดทุกข์ได้ด้วยอาการอย่างนั้น" แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า:-

๑. ขุ.  ชา.  เอก.  ๒๗/๔๒  อรรถกถา.  ๒/๕๓๓.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 125

๖. วน ฉินฺทถ มา รุกข วนโต ชายตี ภย เฉตฺวา วนญฺจ วนกญฺจ นิพฺพนา โหถ ภิกฺขโว. ยาว หิ วนโถ น ฉิชฺชติ อณุมตฺโตปิ นรสฺส นาริสุ ปฏิพทฺธมโน ว ตาว โส วจฺโฉ ขีรปโกว มาตริ. " ท่านทั้งหลายจงตัดกิเลสดุจป่า อย่าตัดต้นไม้, ภัยย่อมเกิดแต่กิเลสดุจป่า, ภิกษุทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลาย จงตัดกิเลสดุจป่า และดุจหมู่ไม้ตั้งอยู่ใน ป่าแล้ว เป็นผู้ไม่มีกิเลสดุจป่าเถิด; เพราะกิเลสดุจ หมู่ไม้ตั้งอยู่ในป่า ถึงมีประมาณนิดหน่อยของนรชน ยังไม่ขาดในนารีทั้งหลายเพียงใด, เขาเป็นเหมือน ลูกโคที่ยังดื่มน้ำนม มีใจปฏิพัทธ์ในมารดาเพียง นั้น." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา รุกฺข ความว่า ก็เมื่อพระศาสดา ตรัสว่า " ท่านทั้งหลายจงตัดป่า,' ภิกษุเหล่านั้นผู้บวชยังไม่นาน ความ คิดในความเป็นผู้ใคร่เพื่อตัดต้นไม้จะเกิดขึ้นว่า " พระศาสดาย่อมให้พวก เราถือมีดเป็นต้นตัดป่า;" เมื่อเป็นเช่นนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงห้าม ภิกษุเหล่านั้นว่า " เราพูดคำนั่น หมายเอาป่าคือกิเลสมีราคะเป็นต้น (ต่างหาก ) มิได้พูดหมายเอาต้นไม้" จึงตรัสว่า "อย่าตัดต้นไม้." บทว่า วนโต ความว่า ภัยแต่สัตว์ร้ายมีสีหะเป็นต้น ย่อมเกิด

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 126

จากป่าตามปกติ ฉันใด; แม้ภัยมีชาติเป็นต้น ย่อมเกิดจากป่าคือกิเลส ฉันนั้น. ในสองบทว่า วน วนฏฺญฺจ นี้ พึงทราบวินิจฉัยว่า ต้นไม้ใหญ่ ชื่อว่าป่า, ต้นไม้เล็กที่ตั้งอยู่ในป่านั้น ชื่อว่าหมู่ไม้ตั้งอยู่ในป่า อีกอย่าง หนึ่ง ต้นไม้ที่เกิดก่อนชื่อว่าป่า ที่เกิดต่อ ๆ กันมา ชื่อว่าหมู่ไม้ตั้งอยู่ ในป่า (ฉันใด); กิเลสใหญ่ ๆ อันคร่าสัตว์ไว้ในภพ ชื่อว่ากิเลสดุจป่า, กิเลสที่ให้ผลในปัจจุบัน ชื่อว่ากิเลสดุจหมู่ไม้ตั้งอยู่ในป่า; อีกอย่างหนึ่ง กิเลสที่เกิดก่อน ชื่อว่ากิเลสดุจป่า ที่เกิดต่อ ๆ มา ชื่อว่ากิเลสดุจหมู่ไม้ ตั้งอยู่ในป่าฉันนั้นเหมือนกัน . ก็กิเลสชาตแม้ทั้งสองอย่างนั้น อันพระโยคี พึงตัดด้วยญาณที่สัมปยุตด้วยมรรคที่ ๔, เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสว่า " จงตัดกิเลสดุจป่า และดุจหมู่ไม้ตั้งอยู่ในป่า." สองบทว่า นิพฺพนา โหถ แปลว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่มี กิเลสเถิด. สองบทว่า ยาวญฺหิ วนฏฺโฑ ความว่า หมู่ไม้ที่ตั้งอยู่ในป่า คือ กิเลสนั่น ถึงมีประมาณนิดหน่อยของนรชน ยังไม่ขาดในนารีทั้งหลาย เพียงใด, เขาก็เป็นเหมือนลูกโคตัวยังดื่มน้ำนม มีใจปฏิพัทธ์ คือมีจิต ข้องในมารดาเพียงนั้น. ในเวลาจบเทศนา พระเถระแก่เหล่านั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่บุคคลผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องพระเถระแก่ จบ.

๑.  บาลีเป็น  วนถญฺจ.    ๒.  ยาว   หิ  วนโถ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 127

๙. เรื่องสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ [๒๑๐]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสัทธิวิหาริก ของพระสารีบุตรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อุจฺฉินฺท " เป็นต้น. มาณพบวชแล้วได้กัมมัฏฐานไม่ถูกอัธยาศัย ได้ยินว่า บุตรของนายช่างทองคนหนึ่งมีรูปสวย บวชในสำนักของ พระเถระแล้ว. พระเถระดำริว่า " พวกคนหนุ่ม มีราคะหนา" แล้วได้ ให้อสุภกัมมัฏฐานแก่ท่าน เพื่อกำจัดราคะ. แต่กัมมัฏฐานนั้นไม่เป็นที่สบาย สำหรับท่าน; เพราะเหตุนั้น ท่านเข้าไปสู่ป่าแล้ว พยายามอยู่สิ้น ๓ เดือน ไม่ได้แม้ซึ่งคุณมาตรว่าความเป็นผู้มีจิตแน่แน่วแล้ว จึงมาสู่สำนักของ พระเถระอีก, เมื่อพระเถระกล่าวว่า " ท่าน กัมมัฏฐานมาปรากฏแก่ท่าน แล้วหรือ ?" จึงบอกความเป็นไปนั้น. ครั้งนั้น พระเถระกล่าว (กะท่าน) ว่า "การถึงการปลงใจว่า ' กัมมัฏฐานไม่สำเร็จ,' ดังนี้ ย่อมไม่สมควร" แล้วบอกกัมมัฏฐานนั้นแหละให้ดีขึ้นอีก แล้วได้ให้แก่ท่าน. แม้ในวาระ ที่ ๒ ท่านก็ไม่อาจยังคุณวิเศษอะไร ๆ ให้เกิดขึ้นได้ จึง (กลับ) มาบอก แก่พระเถระ. แม้พระเถระบอกกัมมัฏฐานนั้นเอง ทำให้มีเหตุมีอุปมา. ท่านก็มาบอกความที่กัมมัฏฐานไม่สำเร็จแม้อีก. พระเถระคิดว่า " ภิกษุ ผู้ทำ (ความเพียร) ย่อมทราบนิวรณธรรม มีความพอใจในกามเป็นต้น ซึ่งมีอยู่ในตนว่า ' มีอยู่ ' และที่ไม่มีว่า ' ไม่มี; ' ก็ภิกษุแม้นี้ เป็นผู้ทำ (ความเพียร) มิใช่เป็นผู้ไม่ทำ, เป็นผู้ปฏิบัติ มิใช่เป็นผู้ไม่ปฏิบัติ; แต่ เราไม่รู้อัธยาศัยของภิกษุนั่น, ภิกษุนั่นจักเป็นผู้อันพระพุทธเจ้าพึงแนะ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 128

นำ " จึงพาท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดาในเวลาเย็น แล้วกราบทูลความเป็น ไปนั้นทั้งหมดว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้เป็นสัทธิวิหาริกของ ข้าพระองค์, ข้าพระองค์ให้กัมมัฏฐานชื่อนี้แก่ภิกษุนี้ ด้วยเหตุนี้." พระศาสดาประทานกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่ภิกษุนั้น ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะพระเถระนั้นว่า " ชื่อว่าอาสยานุสยญาณ นั่น ย่อมมีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้บำเพ็ญบารมีแล้ว ยังหมื่นโลกธาตุ ให้บันลือแล้ว ถึงความเป็นพระสัพพัญญูนั่นแล" แล้วทรงรำพึงอยู่ว่า " ภิกษุนี้บวชจากสกุลไหนหนอแล ?" ทรงทราบว่า " จากสกุลช่างทอง, ทรงพิจารณาอัตภาพที่ล่วงมาแล้ว ทรงเห็นอัตภาพ ๕๐๐ ของภิกษุนั้น อันเกิดโดยลำดับเฉพาะในสกุลช่างทอง แล้วทรงดำริว่า " ภิกษุหนุ่มนี้ ทำหน้าที่ช่างทองอยู่ตลอดกาลนาน หลอมแต่ทองมีสีสุกอย่างเดียว ด้วย คิดว่า ' เราจักทำให้เป็นดอกกรรณิการ์และดอกปทุมเป็นต้น. อสุภปฏิกูล กัมมัฏฐานไม่เหมาะแก่ภิกษุหนุ่มนี้, กัมมัฏฐานที่พอใจเท่านั้น จึงจะเป็น กัมมัฏฐานที่สบายแก่เธอ" จึงตรัสว่า " สารีบุตร เธอจักเห็นภิกษุที่เธอ ให้กัมมัฏฐาน ลำบากแล้วตลอด ๔ เดือน บรรลุพระอรหัตในภายหลังภัต ในวันนี้นั่นแหละ เธอไปเถิด" ดังนี้แล้ว ทรงส่งพระเถระไป ทรง นิรมิตดอกปทุมทอง ประมาณเท่าจักรด้วยพระฤทธิ์ แล้วทรงทำให้ เป็นเหมือนหลั่งหยาดน้ำจากใบและก้าน แล้วได้ประทานให้ด้วยพระดำรัส ว่า " เอาเถิด ภิกษุ เธอจงถือเอาดอกปทุมนี้ไปวางไว้ที่กองทรายที่ท้าย วิหาร นั่งขัดสมาธิในที่ตรงหน้า แล้วทำบริกรรมว่า 'โลหิตก โลหิตก ' (สีแดง สีแดง). เมื่อภิกษุนั้นรับดอกปทุมจากพระหัตถ์ของพระศาสดาเท่า นั้น, จิตก็เลื่อมใสแล้ว, ท่านไปยังท้ายวิหารพูนทรายขึ้นแล้ว เสียบก้าน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 129

ดอกปทุมที่กองทรายนั่นแล้ว นั่งขัดสมาธิในที่ตรงหน้า เริ่มบริกรรมว่า " โลหิตก โลหิตก." ภิกษุนั้นสำเร็จคุณวิเศษ ครั้งนั้น นิวรณ์ทั้งหลายของท่านระงับแล้วในขณะนั้นนั่นเอง อุป- จารฌานเกิดแล้ว. ท่านยังปฐมฌานให้เกิดขึ้น ในลำดับแห่งอุปจารฌาน นั้น ให้ถึงความเป็นผู้ชำนาญโดยอาการ ๕ นั่งอยู่ตามเดิมเทียว บรรลุ ฌานทั้งหลายมีทุติยฌานเป็นต้นแล้ว นั่งเล่นฌานในจตุตถฌานที่ชำนาญ อยู่. พระศาสดา ทรงทราบว่าฌานทั้งหลายเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นแล้ว ทรง พิจารณาดูว่า " ภิกษุนี่จักอาจเพื่อยังคุณวิเศษอันยิ่งให้เกิดขึ้นตามธรรมดา ของตนหรือหนอ ?" ทรงทราบว่า ' จักไม่อาจ ' แล้วทรงอธิษฐานว่า " ขอดอกปทุมนั้นจงเหี่ยวแห้งไป" ดอกปทุมนั้นได้เหี่ยวแห้งมีสีดำ เหมือน ดอกปทุมที่ถูกขยี้ด้วยมือฉะนั้น. ภิกษุนั้นออกจากฌานแล้ว แลดูดอกปทุม นั้น เห็นอนิจจลักษณะว่า " ทำไมหนอแล ดอกปทุมนี้ถูกชรากระทบ แล้วจึงปรากฏได้, แม้เมื่ออนุปาทินนกสังขารอันชรายังครอบงำได้อย่างนี้, ในอุปาทินนกสังขารก็ไม่จำต้องพูดถึง, อันชราคงจักครอบงำอุปาทินนก- สังขารแม้นี้." ก็ครั้นอนิจจลักษณะนั้น อันท่านเห็นแล้ว, ทุกขลักษณะและ อนัตตลักษณะก็ย่อมเป็นอันเห็นแล้วเหมือนกัน. ภพ ๓ ปรากฏแล้วแก่ ท่านดุจไฟติดทั่วแล้ว และดุจซากศพอันบุคคลผูกไว้ที่คอ. ในขณะนั้น พวกเด็กลงสู่สระแห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลภิกษุนั้น เด็ด

๑. อาการ ๕ คือ อาวัชชนะ การนึก, สมาปัชชนะ การเข้า, วุฏฐานะ การออก, อธิฏฐานะ
การตั้งใจปรารถนา, ปัจจเวกขณะ การพิจารณา.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 130

ดอกโกมุททั้งหลายแล้ว ทำให้เป็นกองไว้บนบก. ภิกษุนั้นแลดูดอกโกมุท ทั้งหลายบนบกและในน้ำ. ลำดับนั้น ดอกโกมุทในน้ำงดงาม ปรากฏ แก่เธอประดุจหลั่งน้ำออกอยู่, ดอกโกมุทนอกนี้เหี่ยวแห้งแล้วที่ปลาย ๆ. ภิกษุนั้นเห็นอนิจจลักษณะเป็นต้นดีขึ้นว่า " ชราย่อมกระทบอนุปาทินนก- สังขารอย่างนี้, ทำไมจึงจักไม่กระทบอุปาทินนกสังขารเล่า ?" จงตัดความเยื่อใย เจริญทางสงบ พระศาสดาทรงทราบว่า " บัดนี้ กัมมัฏฐานปรากฏแก่ภิกษุนี้แล้ว, ประทับนั่งในพระคันธกุฏิเทียว ทรงเปล่งพระรัศมีไป. พระรัศมีนั้น กระทบหน้าภิกษุนั้น, ครั้นเมื่อท่านพิจารณาอยู่ว่า " นั่นอะไรหนอ ?" พระศาสดาได้เป็นประหนึ่งว่าเสด็จมาประทับยืนอยู่ที่ตรงหน้า. ท่านลุกขึ้น แล้วประคองอัญชลี. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงกำหนดธรรมเป็นที่สบาย ของเธอแล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๗. อุจฺฉินฺท สิเนหมตฺตโน กุมุท สารทิกว ปาณินา สนฺติมคฺคเม พฺรูหย นิพฺพาน สุคเตน เทสิต. " เธอจงตัดความเยื่อใยของตนเสีย เหมือน บุคคลถอนดอกโกมุท ทีเกิดในสรทกาลด้วยมือ, จง เจริญทางแห่งสันติทีเดียว, (เพราะ) พระนิพพาน อันพระสุคตแสดงแล้ว."

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 131

แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺฉินฺท คือ จงตัดด้วยอรหัตมรรค. บทว่า สารทิก ได้แก่ ที่เกิดแล้วในสรทกาล. บทว่า สนฺติมคฺค คือ ซึ่งทางอันมีองค์ ๘ ที่ยังสัตว์ให้ถึงพระ- นิพพาน. บทว่า พฺรูหย คือ จงเจริญ. บทว่า นิพฺพาน ความว่า เพราะ พระนิพพานอันพระสุคตทรงแสดงแล้ว; เพราะฉะนั้น ท่านจงเจริญทาง แห่งพระนิพพานนั้น. ในเวลาจบเทศนา ภิกษุนั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ดังนี้แล. เรื่องสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ จบ.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 132

๘. เรื่องพ่อค้ามีทรัพย์มาก [๒๑๑]

ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพ่อค้ามีทรัพย์ มาก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อิธ วสฺส " เป็นต้น. พ่อค้าไม่ทราบความตายที่จะมาถึงตน ดังได้สดับมา พ่อค้านั้นบรรทุกผ้าซึ่งย้อมด้วยดอกคำ จนเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม จากกรุงพาราณสีแล้ว มาสู่กรุงสาวัตถีเพื่อค้าขาย. เขาถึงฝั่ง แม่น้ำแล้ว คิดว่า " พรุ่งนี้เราจึงจักข้ามแม่น้ำ" ปลดเกวียนแล้วพักอยู่ที่ ฝั่งนั้นนั่นแล. ตอนกลางคืน มหาเมฆตั้งขึ้นแล้วยังฝนให้ตก. แม่น้ำเต็ม ด้วยน้ำได้ทรงอยู่ตลอด ๗ วัน. ถึงในพระนคร พวกชนก็เล่นนักษัตรกัน ตลอด ๗ วัน. กิจด้วยผ้าซึ่งย้อมด้วยดอกคำไม่มี. พ่อค้าจึงคิดว่า " เรา มาสู่ที่ไกล, ถ้าเราจักไปอีก, ความเนิ่นช้าก็จักมี, เราจักอยู่ทำการงาน ของเราในที่นี้แหละ ตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน แล้วขายผ้า เหล่านี้." พระศาสดาเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนคร ทรงทราบจิต (ความคิด) ของเขาแล้ว ทรงทำความยิ้มแย้มให้ปรากฏ, พระอานนทเถระ ทูลถามเหตุแห่งการทรงยิ้มแย้ม จึงตรัสว่า " อานนท์ เธอเห็นพ่อค้ามีทรัพย์ มากหรือ ?" อานนท์. เห็น พระเจ้าข้า. พระศาสดา. เขาไม่รู้อันตรายแห่งชีวิตของตน จึงได้ตั้งจิตเพื่ออยู่ ขายสิ่งของในที่นี้แหละตลอดปีนี้.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 133

อานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อันตรายจักมีแก่เขาหรือ ? พระศาสดาตรัสว่า " เออ อานนท์ เขาเป็นอยู่ได้ตลอด ๗ วัน เท่านั้น ก็จักตั้งอยู่ในปากแห่งมัจจุ (ตาย) " ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิต พระคาถาเหล่านี้ว่า :- " ความเพียรเครื่องเผากิเลส ควรทำในวันนี้ ทีเดียว, ใครพึงรู้ได้ว่า ' ความตายจะมีในวันพรุ่งนี้,' เพราะว่า ความผัดเพี้ยนด้วยความตาย ซึ่งมีเสนา ใหญ่นั้น ไม่มีเลย.' มุนีผู้สงบ ย่อมเรียกบุคคลผู้มี ปกติอยู่อย่างนั้น มีความเพียร ไม่เกียจคร้าน ตลอด กลางวันและกลางคืน นั้นแลว่า ' ผู้มีราตรีเดียว เจริญ." อานนท์. ข้าพระองค์จักไปบอกแก่เขา พระเจ้าข้า. พระศาสดา. อานนท์ เธอคุ้นเคยกัน ก็ไปเถิด. พระเถระไปสู่ที่แห่งเกวียนแล้วเที่ยวไปเพื่อภิกษา. พ่อค้าต้อนรับ พระเถระด้วยอาหาร. ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะพ่อค้านั้นว่า " ท่าน จักอยู่ในที่นี้ ตลอดกาลเท่าไร ? " พ่อค้า. ท่านผู้เจริญ ผมมาแต่ที่ไกล, ถ้าจักไปอีก, ความเนิ่นช้า จักมี; ผมจักอยู่ในที่นี้ตลอดปีนี้ ขายสิ่งของ (หมด) แล้วจักไป. อานนท์. อุบาสก อันตรายแห่งชีวิตรู้ได้ยาก, การทำความไม่ ประมาท จึงจะควร.

๑. ม. อุปริ.  ๑๔/๓๔๘.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 134

พ่อค้า. ท่านผู้เจริญ ก็อันตรายจักมีหรือ ? อานนท์. เออ อุบาสก, ชีวิตของท่านจักเป็นไปได้ตลอด ๗ วัน เท่านั้น. เขาเป็นผู้มีใจสังเวชแล้ว นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุข ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน แล้วรับบาตรเพื่อประโยชน์แก่การ อนุโมทนา. คนเขลาย่อมไม่รู้อันตรายแห่งชีวิต ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงทำอนุโมทนาแก่เขา ตรัสว่า " อุบาสก ธรรมดาบัณฑิตคิดว่า ' เราจักอยู่ในที่นี้นี่แหละตลอดฤดูฝน เป็นต้น, จักประกอบการงานชนิดนี้ ๆ' ย่อมไม่ควร, ควรคิดถึงอันตราย แห่งชีวิตของตนเท่านั้น" ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๘. อิธ วสฺส วสิสิสามิ อิธ เหมนฺตคิมฺหิสุ อิติ พาโล วิจินฺเตติ อนฺตราย น พุชฺฌติ. " คนพาลย่อมคิดว่า ' เราจักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดู ฝน, จักอยู่ในที่นี้ ในฤดูหนาวและฤดูร้อน ' หารู้ อันตรายไม่." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ วสฺส ความว่า เราจักอยู่ทำการ งานชนิดนี้ ๆ ในที่นี้ ตลอดฤดูฝน ๔ เดือน. บทว่า เหมนฺตคิมฺหิสุ ความว่า คนพาลผู้ไม่รู้ประโยชน์อันเป็นไป ในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพ ย่อมคิดอย่างนี้ว่า " เราจักอยู่ทำการงาน ชนิดนี้ ๆในที่นี้นี่แหละ ตลอด ๔ เดือน แม้ในฤดูหนาวและฤดูร้อน."

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 135

บทว่า อนฺตราย ความว่า ย่อมไม่รู้จักอันตรายแห่งชีวิตของตนว่า "เราจักตายในกาล ในประเทศ หรือในวัยชื่อโน้น." ในกาลจบเทศนา พ่อค้านั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, เทศนา ได้มีประโยชน์ แม้แก่บุคคลที่ประชุมกันแล้ว. ฝ่ายพ่อค้าตามส่งเสด็จ พระศาสดาแล้ว กลับมานอนบนที่นอน ด้วยคิดว่า " ดูเหมือนโรคใน ศีรษะจะเกิดขึ้นแก่เรา," นอนแล้วด้วยอาการนั้นแหละ. ทำกาละแล้ว บังเกิดในดุสิตวิมาน ดังนี้แล. เรื่องพ่อค้ามีทรัพย์มาก จบ.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 136

๙. เรื่องนางกิสาโคตมี [๒๑๒]

ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนางกิสาโคตมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ต ปุตฺตปสุสมฺมตฺต " เป็นต้น. ความตายเป็นของเที่ยง เรื่องข้าพเจ้ากล่าวให้พิสดารไว้แล้ว ในการพรรณนาพระคาถาใน สหัสสวรรค ว่า :- "ก็ผู้ใดไม่เห็นบทอันไม่ตาย พึงเป็นอยู่สิ้น ๑๐๐ ปี, ความเป็นอยู่วันเดียว ของผู้เห็นอมตบท ยัง ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ของผู้นั้น." ก็ในคราวนั้น พระศาสดาตรัสว่า " กิสาโคตมี เมล็ดพันธุ์ผักกาด ประมาณหยิบมือหนึ่ง ท่านได้แล้วหรือ ?" กิสาโคตมี. ไม่ได้ พระเจ้าข้า. (เพราะ) ในบ้านทั้งสิ้น คนตาย แหละมีมากกว่าคนเป็นอยู่. มัจจุย่อมพานระไปเหมือนห้วงน้ำใหญ่ ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะนางว่า " ท่านเข้าใจว่า ' บุตรของเรา เท่านั้น ตายแล้ว,' ความตายนั่น เป็นธรรมเที่ยงแท้ของสรรพสัตว์, เพราะมัจจุราชคร่าสรรพสัตว์ผู้มีอัธยาศัยยังไม่เต็มเปี่ยมเท่านั้น ซัดลงไป ในสมุทรคืออบาย ดุจห้วงน้ำใหญ่ ฉะนั้น" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดง ธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 137

๙. ต ปุตฺตปสุสมฺมตฺต พฺยาสตฺตมนส นร สุตฺต คาม มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉติ. " มัจจุ พานระนั้น ผู้มัวเมาในบุตรและปศุสัตว์ ผู้มีใจข้องในอารมณ์ต่าง ๆ ไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่ พัดเอาชาวบ้านผู้หลับไปฉะนั้น." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ต ปุตฺตปสุสมฺมตฺต ความว่า ซึ่ง นระนั้นผู้ได้บุตรและปศุสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งถึงพร้อมด้วยรูปและกำลังเป็นต้น แล้ว มัวเมาคือประมาทแล้ว ด้วยบุตรและปศุสัตว์ทั้งหลายอย่างนี้ว่า " บุตร ของเรามีรูปสวย มีกำลังสมบูรณ์ ฉลาด สามารถในกิจทุกอย่าง, โคของ เรามีรูปงาม ปราศจากโรค สามารถนำของไปได้มาก, แม่โคของเรา มีน้ำนมมาก." บทว่า พฺยาสตฺตมนส ความว่า ชื่อว่าผู้มีใจข้องแล้ว (ในอารมณ์) เพราะได้บรรดาเงินและทองเป็นต้น หรือสมณบริขารทั้งหลาย มีบาตร และจีวรเป็นต้น บางอย่างเท่านั้นแล้ว ปรารถนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าผู้มีใจข้องอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ เพราะต้องอยู่ในบรรดา อารมณ์ทั้งหลาย ที่จะพึงรู้ด้วยจักษุเป็นต้น หรือบรรดาสมณบริขาร ทั้งหลาย มีประการดังกล่าวแล้ว ในอารมณ์และบริขารอันตนได้แล้ว นั้นแล. สองบทว่า สุตฺต คาม ได้แก่ หมู่สัตว์ผู้เข้าถึงความหลับ. บทว่า มโหโฆว เป็นต้น ความว่า ห้วงมหานทีใหญ่ ทั้งลึก

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 138

ทั้งกว้าง พัดชาวบ้านเห็นปานนั้นไปหมด โดยที่สุดแม้สุนัขก็มิให้เหลือไว้ ฉันใด; มัจจุย่อมพานระมีประการดังกล่าวแล้วไปฉันนั้น. ในกาลจบเทศนา นางกิสาโคตมีตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. เทศนา ได้มีประโยชน์แม้แก่บุคคลผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องนางกิสาโคตมี จบ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 139

๑๐. เรื่องนางปฏาจารา [๒๑๓]

ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนางปฏาจารา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " น สนฺติ ปุตฺตา " เป็นต้น. ไม่มีใครต้านทานมัจจุได้ เรื่องข้าพเจ้ากล่าวพิสดารไว้แล้ว ในการพรรณนาพระคาถาใน สหัสสวรรค ว่า:- " ก็ผู้ใดไม่เห็นความเกิดและความเสื่อม พึงเป็น อยู่สิ้น ๑๐๐ ปี, ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นความ เกิดและความเสื่อม ยังประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ของผู้นั้น. " ก็ในกาลนั้น พระศาสดาทรงทราบนางปฏาจาราว่า มีความโศก เบาบางแล้ว จึงตรัสว่า " ปฏาจารา ชื่อว่าปิยชนทั้งหลายมีบุตรเป็นต้น ย่อมไม่สามารถเป็นผู้ต้านทานหรือป้องกัน ของบุคคลผู้ไปสู่ปรโลกได้. เพราะฉะนั้น ชนเหล่านั้นแม้มีอยู่ ก็ชื่อว่าไม่มีแท้: อันการที่บัณฑิตชำระศีล ให้หมดจดแล้ว ชำระหนทางเป็นที่ไปพระนิพพานเพื่อตนนั่นแล ย่อม ควร " ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ ว่า :- ๑๐. น สนฺติ ปุตฺตา ตาณาย น ปิตา นปิ พนฺธวา อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส นตฺถิ ญาตีสุ ตาณตา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 140

เอตมตฺถวส ตฺวา ปณฺฑิโต สีลสวุโต นิพฺพานคมน มคฺค ขิปฺปเม วิโสธเย. "บัณฑิตทราบอำนาจเนื้อความว่า ' บุตรทั้งหลาย ย่อมไม่มีเพื่อต้านทาน, บิดาและพวกพ้องทั้งหลาย ก็ไม่มีเพื่อต้านทาน, เมื่อบุคคลถูกความตายครอบงำ แล้ว, ความต้านทานในญาติทั้งหลายย่อมไม่มี,' ดังนี้แล้ว เป็นผู้สำรวมในศีล พึงชำระทางเป็นที่ไป พระนิพพานให้หมดจดพลันทีเดียว." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาณาย ความว่า เพื่อความเป็นผู้ต้าน ทาน คือเพื่อประโยชน์แก่ความเป็นที่พึ่ง. ญาติและเพื่อนผู้ใจดีที่เหลือเว้นบุตรและมารดาบิดาเสีย ชื่อว่าพวก พ้อง. บทว่า อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส คือ ผู้ถูกความตายครอบงำ. จริงอยู่ ในปัจจุบันกาล ปิยชนทั้งหลาย มีบุตรเป็นต้น แม้เป็นผู้ต้านทานได้ ด้วย การให้ข้าวและน้ำเป็นต้น และด้วยการช่วยกิจที่เกิดขึ้นแล้ว (แต่) ใน เวลาตาย ชื่อย่อมไม่มีประโยชน์แก่การต้านทาน คือเพื่อประโยชน์แก่ การป้องกัน เพราะความเป็นผู้ไม่สามารถเพื่อกางกั้นความตาย โดยอุบาย อะไร ๆ ได้; เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "นตฺถิ าตีสุ ตาณตา."

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 141

บทว่า เอตมตฺถวส ความว่า บัณฑิตทราบเหตุนั้น กล่าวคือความ ที่ชนเหล่านั้น เป็นผู้ไม่สามารถ เพื่อจะเป็นผู้ต้านทานแก่กันและกันแล้ว เป็นผู้สำรวม คือรักษา ได้แก่คุ้มครองด้วยปาริสุทธิศีล ๔ พึงชำระทาง มีองค์ ๘ เป็นที่ไปพระนิพพานให้หมดจดโดยรีบด่วน. ในเวลาจบเทศนา นางปฏาจาราตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, ชน แม้เหล่าอื่นเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้นแล้ว ดังนี้แล. เรื่องนางปฏาจารา จบ. มรรควรรควรรณนา จบ. วรรคที่ ๒๐ จบ.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 142

คาถาธรรมบท

ปกิณณกวรรคที่ ๒๑

ว่าด้วยหมวดเบ็ดเตล็ด

[๓๑] ๑.ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ พึงสละสุขพอ ประมาณเสีย ผู้มีปัญญา เมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์ ก็ พึงสละสุขพอประมาณเสีย. ๒.ผู้ใดย่อมปรารถนาสุขเพื่อตน เพราะก่อ ทุกข์ในผู้อื่น ผู้นั้นเป็นผู้ระคนด้วยเครื่องระคนคือเวร ย่อมไม่พ้นจากเวรได้. ๓.ก็ภิกษุละทิ้งสิ่งที่ควรทำ แต่ทำสิ่งที่ไม่ควร ทำ อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้มี มานะประดุจไม้อ้ออันยกขึ้นแล้ว ประมาทแล้ว ส่วน สติอันเป็นไปในกาย อันภิกษุเหล่าใดปรารภด้วยดี เป็นนิตย์ ภิกษุเหล่านั้นมีปกติทำเนือง ๆ ในกิจที่ควร ทำ ย่อมไม่เสพสิ่งที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายของ ภิกษุเหล่านั้น ผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ ย่อมถึงความ ตั้งอยู่ไม่ได้. ๔.บุคคลฆ่ามารดาบิดา ฆ่าพระราชาผู้เป็น กษัตริย์ทั้งสอง และฆ่าแว่นแคว้นพร้อมด้วยเจ้า-

๑.  วรรคนี้  มีอรรถกถา  ๙ เรื่อง.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 143

พนักงานเก็บส่วยแล้ว เป็นพราหมณ์ไม่มีทุกข์ ไป อยู่. บุคคลฆ่ามารดาบิดา ฆ่าพระราชาผู้เป็นพราหมณ์ ทั้งสองได้แล้ว และฆ่าหมวด ๕ แห่งนิวรณ์มีวิจิ- กิจฉานิวรณ์ เช่นกับหนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปเป็น ที่ ๕ แล้ว เป็นพราหมณ์ไม่มีทุกข์ ไปอยู่. ๕. สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในพระพุทธเจ้า เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันกลางคืน (ชนเหล่านั้น) เป็น สาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ สติของชนเหล่าใด ไปแล้วในพระธรรมเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันกลางคืน (ชนเหล่านั้น) เป็นสาวกของ พระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ สติของชน เหล่าใดไปแล้วในพระสงฆ์เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและ กลางคืน (ชนเหล่านั้น) เป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ สติของชนเหล่าใดไป แล้วในกายเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน (ชน เหล่านั้น) เป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีใน กาลทุกเมื่อ ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้วในอันไม่ เบียดเบียนทั้งกลางวันทั้งกลางคืน (ชนเหล่านั้น) เป็นสาวกของพระโคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุก เมื่อ ใจของชนเหล่าใดยินดีแล้วในภาวนา ทั้งกลาง-

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 144

วันและกลางคืน (ชนเหล่านั้น) เป็นสาวกของพระ- โคดม ตื่นอยู่ด้วยดีในกาลทุกเมื่อ. ๖. การบวชก็ยาก การยินดีก็ยาก เรือนที่ ปกครองไม่ดีให้เกิดทุกข์ การอยู่ร่วมกับผู้เสมอกัน เป็นทุกข์ ผู้เดินทางไกลก็ถูกทุกข์ติดตาม เพราะ- ฉะนั้น ไม่พึงเป็นผู้เดินทางไกล และไม่พึงเป็นผู้อัน ทุกข์ติดตาม. ๗. ผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล เพียบพร้อม ด้วยยศและโภคะ จะไปประเทศใด ๆ ย่อมเป็นผู้อัน เขาบูชาแล้ว ในประเทศนั้น ๆ ทีเดียว. ๘. สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมปรากฏในที่ไกล เหมือนภูเขาหิมพานต์ (ส่วน) อสัตบุรุษย่อมไม่ ปรากฏในที่นี้ เหมือนลูกศรอันเขาซัด (ยิง) ไปใน ราตรีฉะนั้น. ๙. ภิกษุพึงเสพที่นั่งคนเดียว ที่นอนคนเดียว พึงเป็นผู้เดียว ไม่เกียจคร้านเที่ยวไป เป็นผู้เดียว ทรมานตน เป็นผู้ยินดียิ่งในราวป่า. จบปกิณณกวรรคที่ ๒๑

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 145

๒๑. ปกิณณกวรรควรรณนา

๑. เรื่องบุรพกรรมของพระองค์ [๒๑๔]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุรพกรรม ของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " มตฺตาสุขปริจฺจาคา" เป็นต้น. เกิดภัย ๓ อย่างในเมืองไพศาลี ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง เมืองไพศาลีได้เป็นเมืองมั่งคั่งกว้าง- ขวาง มีชนมาก มีมนุษย์เกลื่อนกล่น. ก็ในเมืองไพศาลีนั้นได้มีกษัตริย์ ครอบครองราชสมบัติตามวาระกันถึงเจ็ดพันเจ็ดร้อยพระองค์. ปราสาท เพื่อประโยชน์เป็นที่ประทับของกษัตริย์เหล่านั้น ก็มีประมาณเท่านั้น เหมือนกัน, เรือนยอดก็มีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน; สถานที่รื่นรมย์และ สระโบกขรณี เพื่อประโยชน์เป็นที่ประทับอยู่ในพระราชอุทยาน ก็ได้มี ประมาณเท่านั้นเหมือนกัน. โดยสมัยอื่นอีก เมืองไพศาลีนั้นได้เป็นเมืองมีภิกษาหาได้ยาก ข้าว กล้าเสียหาย. ทีแรกพวกมนุษย์ที่ขัดสนในเมืองไพศาลีนั้น ได้ตายแล้ว (มากกว่ามาก) เพราะโทษคือความหิว. พวกอมนุษย์ก็เข้าไปสู่พระนคร เพราะกลิ่นซากศพของมนุษย์เหล่านั้น อันเขาทิ้งไว้ในที่นั้น ๆ, มนุษย์ ทั้งหลายได้ตายมากกว่ามาก เพราะอุปัทวะที่เกิดจากอมนุษย์. อหิวาตกโรค เกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะความปฏิกูลด้วยกลิ่นศพแห่งมนุษย์เหล่านั้น.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 146

ภัย ๓ อย่าง คือ "ภัยเกิดแต่ภิกษาหาได้ยาก ๑ ภัยเกิดแต่อมนุษย์ ๑ ภัยเกิดแต่โรค ๑" เกิดขึ้นแล้วด้วยประการฉะนี้. ชาวนครประชุมกันแล้ว กราบทูลพระราชาว่า "มหาราช ภัย ๓ อย่างเกิดขึ้นแล้วในพระนครนี้, ในกาลก่อนแต่กาลนี้ จนถึงพระราชา ชั้น ๗ ชื่อว่าภัยเห็นปานนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว; เพราะว่าในรัชกาลของ พระราชาผู้ทรงธรรมทั้งหลาย ภัยเห็นปานนี้ย่อมไม่เกิดขึ้น." พระราชารับสั่งให้ทำการประชุมชนทั้งปวงในท้องพระโรงแล้ว ตรัสว่า "ถ้าว่าความไม่ทรงธรรมของเรามีอยู่ไซร้, ท่านทั้งหลายจงตรวจ ดูซึ่งเหตุนั้น." ชาวเมืองไพศาลีตรวจดูประเพณีทุกอย่าง ไม่เห็นโทษ อะไร ๆ ของพระราชา จึงกราบทูลว่า "มหาราช โทษของพระองค์ ไม่มี" จึงปรึกษากันว่า "อย่างไรหนอแล ภัยของพวกเรานี้พึงถึงความ สงบ ?" บรรดาชนเหล่านั้น เมื่อบางพวกกล่าวว่า "ภัยพึงถึงความสงบ ด้วยการพลีกรรม ด้วยการบวงสรวง ด้วยการกระทำมงคล," ชนเหล่า นั้นทำพิธีนั้นทั้งหมด ก็ไม่อาจป้องกันได้. ชนพวกอื่นกล่าวกันอย่างนี้ว่า "ครูทั้ง ๖ มีอานุภาพมาก, พอเมื่อ ครูทั้ง ๖ มาในที่นี้แล้ว, ภัยพึงสงบไป." อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า "พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก, อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้นมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่สรรพ- สัตว์; เมื่อพระองค์เสด็จมาในที่นี้แล้ว, ภัยเหล่านี้พึงถึงความสงบได้." ชนแม้ทุกจำพวกชอบใจถ้อยคำของชนเหล่านั้นแล้ว กล่าวว่า "เดี๋ยวนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอแล ?"

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 147

ชาวเมืองไพศาลีให้ไปทูลเชิญพระศาสดา ก็ในกาลนั้น เมื่อดิถีเป็นที่เข้าจำพรรษาใกล้เข้ามาแล้ว, พระศาสดา ทรงประทานปฏิญญาแก่พระเจ้าพิมพิสาร แล้วเสด็จอยู่ในพระเวฬุวัน. ก็โดยสมัยนั้น เจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลี ทรงบรรลุโสดาปัตติผล พร้อมด้วยพระเจ้าพิมพิสารในสมาคมแห่งพระเจ้าพิมพิสาร ประทับนั่งใน ที่ใกล้แห่งบริษัทนั้น. ชาวเมืองไพศาลี ตระเตรียมบรรณาการใหญ่ ส่ง เจ้ามหาลีลิจฉวีและบุตรของปุโรหิตไปด้วยสั่งว่า " ท่านทั้งหลาย จงยัง พระเจ้าพิมพิสารให้ยินยอมแล้ว นำพระศาสดามาในพระนครนี้." เจ้า มหาลีลิจฉวีและบุตรปุโรหิตเหล่านั้นไปแล้ว ถวายบรรณาการแด่พระราชา กราบทูลความเป็นไปนั้นให้ทรงทราบแล้วอ้อนวอนว่า " มหาราช ขอ พระองค์ทรงส่งพระศาสดาไปยังพระนครแห่งข้าพระองค์." พระราชา ตรัสว่า " ท่านทั้งหลายจงรู้เอาเองเถิด" แล้วไม่ทรงรับ (บรรณาการนั้น). ชนเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคม แล้ว ทูลอ้อนวอนว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเมืองไพศาลีเกิดภัย ๓ อย่าง, เมื่อพระองค์เสด็จไป, ภัยเหล่านั้นก็จักสงบ, เชิญเสด็จเถิด พระเจ้าข้า. ข้าพระองค์ทั้งหลายจะไป." พระศาสดาทรงสดับคำของชน เหล่านั้นแล้ว ทรงใคร่ครวญอยู่ ก็ทรงทราบว่า " ในเมืองไพศาลี เมื่อ เราสวดรัตนสูตร, อาชญาจักแผ่ไปตลอดแสนโกฏิจักรวาล, ในกาลจบ พระสูตร การบรรลุธรรมจักมีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พัน, ภัยเหล่านั้นก็จัก สงบไป" แล้วทรงรับถ้อยคำของชนเหล่านั้น. พระศาสดาเสด็จเมืองไพศาลี พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับข่าวว่า " นัยว่า พระศาสดาทรงรับการ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 148

เสด็จไปยังเนืองไพศาลี " แล้ว รับสั่งให้ทำการป่าวร้องในพระนครเข้าไป เฝ้าพระศาสดา ทูลถามว่า " พระองค์ทรงรับการเสด็จไปเมืองไพศาลีหรือ พระเจ้าข้า ?" เมื่อพระศาสดาตรัสว่า " ขอถวายพระพร มหาบพิตร" ทูลว่า " ถ้ากระนั้น ขอพระองค์ทรงรอก่อน พระเจ้าข้า, ข้าพระองค์ จัดแจงหนทางก่อน " แล้วรับสั่งให้ปราบพื้นที่ ๕ โยชน์ในระหว่างกรุง- ราชคฤห์และแม่น้ำคงคา (ต่อกัน) ให้สม่ำเสมอ ให้จัดแจงวิหารไว้ในที่ โยชน์หนึ่ง ๆ จึงกราบทูลกาลเป็นที่เสด็จไปแด่พระศาสดา. ครั้งนั้น พระศาสดาเสด็จเดินทางกับภิกษุ ๕๐๐ รูป. พระราชา รับสั่งให้โปรยดอกไม้ ๕ สี โดยส่วนสูงประมาณเพียงเข่า ในระหว่าง โยชน์หนึ่ง ๆ แล้วให้ยกธงชัย ธงแผ่นผ้า และต้นกล้วยเป็นต้น ให้กั้น เศวตฉัตร ๒ คันซ้อนกันแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า กั้นเศวตฉัตรแก่ภิกษุ รูปละคันๆ พร้อมทั้งบริวาร ทรงทำบูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น ทรงอาราธนาพระศาสดาให้ประทับอยู่ในวิหารแห่งหนึ่ง ๆ ถวายมหาทาน แล้ว ให้เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำคงคาโดย ๕ วัน ทรงประดับเรือในที่นั้น พลาง ทรงส่งข่าวไปแก่ชาวเมืองไพศาลีว่า " ชาวเมืองไพศาลีจงจัดแจงหนทาง ทำการรับรองพระศาสดาเถิด." ชาวเมืองไพศาลีจัดการต้อนรับพระศาสดา ชาวเมืองไพศาลีเหล่านั้น คิดว่า " เราทั้งหลายจักทำการบูชาทวีคูณ (๒ เท่า) แล้วปราบพื้นที่ประมาณ ๓ โยชน์ ในระหว่างเมืองไพศาลีและ แม่น้ำคงคา (ต่อกัน) ให้สม่ำเสมอ แล้วตระเตรียมเศวตฉัตรซ้อน ๆ กัน ด้วยเศวตฉัตร เพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ๔ คัน เพื่อภิกษุรูปละ ๒ คัน ทำการบูชาอยู่ ได้มายืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาแล้ว.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 149

พระเจ้าพิมพิสาร ทรงขนานเรือ ๒ ลำ ให้ทำพลับพลา ให้ประดับ ด้วยพวงดอกไม้เป็นต้น ปูลาดพุทธอาสน์สำเร็จด้วยรัตนะทุกอย่างไว้. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนพุทธอาสน์นั้น. แม้ภิกษุทั้งหลายก็ขึ้นสู่ เรือ นั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระราชาเมื่อตามส่งเสด็จลง ไปสู่น้ำประมาณเพียงพระศอ กราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มี- พระภาคเจ้าเสด็จมาตราบใด, หม่อมฉันจักอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคานี้นั่นแหละ ตราบนั้น" ส่งเรือไปแล้วก็เสด็จกลับ. พระศาสดาเสด็จไปในแม่น้ำคงคา สิ้นทางไกลประมาณโยชน์หนึ่ง จึงถึงแดนของชาวเมืองไพศาลี. เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย ทรงต้อนรับพระศาสดา ลุยน้ำประมาณเพียง พระศอ นำเรือเข้ายังฝั่งแล้ว เชิญเสด็จพระศาสดาให้ลงจากเรือ. พอเมื่อ พระศาสดาเสด็จขึ้นจากเรือเหยียบฝั่งแม่น้ำเท่านั้น, มหาเมฆตั้งขึ้นยังฝน โบกขรพรรษให้ตกแล้ว. ในที่ทุก ๆ แห่ง น้ำประมาณเพียงเข่า เพียงขา เพียงสะเอวเป็นต้น ไหลบ่าพัดพาเอาซากศพทั้งปวง ให้เข้าไปในแม่น้ำ คงคาแล้ว. ภูมิภาคได้สะอาดแล้ว. เจ้าลิจฉวีทั้งหลายทูลให้พระศาสดา ประทับอยู่ในที่โยชน์หนึ่ง ๆ ถวายมหาทานทำการบูชาให้เป็น ๒ เท่า นำเสด็จไปสู่เมืองไพศาลี โดย ๓ วัน. ท้าวสักกเทวราชอันหมู่เทวดา แวดล้อมได้เสด็จมาแล้ว. อมนุษย์ทั้งหลายหนีไปโดยมาก เพราะเทวดา ทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่ประชุมกันแล้ว. น้ำมนต์แห่งพระปริตรมีอำนาจมาก พระศาสดา ประทับยืนที่ประตูพระนครในเวลาเย็น ตรัสเรียก พระอานนทเถระมาแล้ว ตรัสว่า "อานนท์ เธอจงเรียนรัตนสูตรนี้แล้ว เที่ยวไปกับเจ้าลิจฉวีกุมารทั้งหลาย ทำพระปริตรในระหว่างกำแพง ๓ ชั้น

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 150

ในเมืองไพศาลี." พระเถระเรียนรัตนสูตรที่พระศาสดาประทานแล้ว เอา บาตรสำเร็จด้วยศิลาของพระศาสดาตักน้ำ ยืนอยู่ประตูพระนครแล้ว. ระลึกถึงพระพุทธคุณของพระตถาคตเหล่านั้นทั้งหมด จำเดิมแต่ตั้งความ เพียรไว้ว่า " พระบารมี ๓๐ ถ้วน คือบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถ- บารมี ๑๐ มหาบริจาค ๕ จริยา ๓ คือ โลกัตถจริยา ๑ ญาตัตถจริยา ๑ พุทธัตถจริยา ๑ การก้าวลงสู่พระครรภ์ในภพที่สุด การประสูติ การเสด็จ ออกมหาภิเนษกรมณ์ การทรงประพฤติความเพียร การชำนะมาร การ แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณเหนือบัลลังก์ไม้โพธิ์ การยังพระธรรมจักร ให้เป็นไป และพระโลกุตรธรรม ๙ " แล้วเข้าไปยังพระนคร เที่ยวทำ พระปริตรในระหว่างกำแพงทั้ง ๓ ตลอด ๓ ยามแห่งราตรี. เมื่อคำสักว่า " ยงฺกิญฺจิ " เป็นต้น อันพระเถระนั้นกล่าวแล้วเท่านั้น, น้ำที่สาดขึ้นไป เบื้องบนตกลงบนกระหม่อมของอมนุษย์ทั้งหลาย. จำเดิมแต่การกล่าวคาถาว่า " ยานีธ ภูตานิ " เป็นต้น, หยาดน้ำ เป็นราวกะว่าเทริดเงินพุ่งขึ้นในอากาศ แล้วตกลง ณ เบื้องบนแห่งมนุษย์ ทั้งหลายผู้ป่วย. มนุษย์ทั้งหลายหายโรคในทันใดนั่นเอง แล้วลุกขึ้นแวดล้อม พระเถระ. ก็จำเดิมแต่บทว่า " ยงฺกิญฺจิ " เป็นต้น อันพระเถระกล่าว แล้ว อมนุษย์ทั้งหลายถูกเมล็ดน้ำกระทบแล้ว ๆ ยังไม่หนีไปก่อน ที่อาศัย กองหยากเยื่อและส่วนแห่งฝาเรือนเป็นต้น ก็หนีไปแล้วโดยประตูนั้น ๆ. ประตูทั้งหลายไม่มีช่องว่างแล้ว. อมนุษย์เหล่านั้นเมื่อไม่ได้โอกาส ก็ทำลาย กำแพงหนีไป. มหาชนประพรมท้องพระโรงในท่ามกลางพระนครด้วย ของหอมทั้งปวง ผูกผ้าเพดานอันวิจิตรด้วยดาวทองเป็นต้นในเบื้องบน ตกแต่งพุทธอาสน์ นำเสด็จพระศาสดามาแล้ว.

ไม่มีความคิดเห็น:

อนุทินศัพท์ และบันทึกการค้นหา