ชื่อเล่ม-หน้าที่

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2520

เล่มที่ 6 หน้าที่ 101 ถึง 150

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 101

บันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบ แล้วจงกรมอยู่บนภาคพื้น อันมีฝุ่นฟุ้งขึ้น ตอนกลาง ครั้นแล้วจึงทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบแล้วเสด็จจงกรมอยู่ บนภาคพื้น อันมีฝุ่นฟุ้งขึ้นตอนกลาง ต่อมา ชฎิลอุรุเวลกัสสปกล่าวว่า พระ- มหาสมณะอย่าได้ถูกน้ำพัดไปเสียเลย ดังนี้ แล้วพร้อมด้วยชฏิลมากด้วยกัน ได้ เอาเรือไปสู่ประเทศที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบแล้ว เสด็จจงกรมอยู่บนภาคพื้นอันมี ฝุ่นฟุ้งขึ้นตอนกลาง แล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่มหาสมณะ ท่าน ยังอยู่ที่นี่ดอกหรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตอบตรัสว่า ถูกละ กัสสป เรายังอยู่ ที่นี่ ดังนี้แล้ว เสด็จขึ้นสู่เวหาสปรากฏอยู่ที่เรือ จึงชฎิลอุรุเวลกัสสปได้มีความ ดำริว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับบันดาลไม่ให้น้ำ ไหลไปได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

ทูลขอบรรพชาและอุปสมบท [๕๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำริว่า โมฆบุรุษนี้ ได้มีความคิดอย่างนี้มานานแล้ว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แท้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่ ถ้ากระไร เราพึงให้ชฎิลนี้สลดใจ แล้วจึงตรัสกะชฎิลอุรุเวลกัสสปว่า ดูก่อนกัสสป ท่านไม่ใช่พระอรหันต์แน่ ทั้งยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ แม้ปฏิทาของท่านที่จะเป็นเหตุให้ เป็นพระอรหันต์ หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่มี ทีนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปได้ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลขอ บรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอข้าพระพุทธเจ้าพึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าข้า.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 102

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสป ท่านเป็นผู้นำ เป็นผู้ฝึกสอน เป็นผู้เลิศ เป็นหัวหน้า เป็นประธานของชฎิล ๕๐๐ คน ท่านจงบอกกล่าวพวก นั้นก่อน พวกนั้นจักทำตามที่เข้าใจ. ลำดับนั้น ชฎิลอุรุเวลกัสสปเข้าไปหาชฎิลเหล่านั้น ครั้นแล้วได้แจ้ง ความประสงค์ต่อชฎิลเหล่านั้นว่า ผู้เจริญทั้งหลาย เราปรารถนาจะประพฤติ พรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงทำตามที่เข้าใจ. ชฎิลพวกนั้นกราบเรียนว่า พวกข้าพเจ้าเลื่อมใสยิ่งในพระมหาสมณะ มานานแล้ว ขอรับ ถ้าท่านอาจารย์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ พวกข้าพเจ้าทั้งหมดก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะเหมือนกัน. ต่อมา ชฎิลเหล่านั้นได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชา เพลิงในน้ำ แล้วพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ซบเศียรลงแทบพระบาท ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า พวกข้าพระองค์พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้า- ข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้ว ได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ ทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด. พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. [๕๒] ชฎิลนทีกัสสปได้เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชา เพลิงลอยน้ำมา ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า อุปสรรคอย่าได้มีแก่พี่ชายเราเลย จึงส่งชฎิลไปด้วยคำสั่งว่า พวกเธอจงไป จงรู้พี่ชายของเรา ดังนี้แล้ว ทั้งตน

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 103

เองกับชฎิล ๓๐๐ ได้เข้าไปหาท่านพระอุรุเวลกัสสป แล้วเรียนถามว่า ข้าแต่พี่ กัสสปพรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ ? พระอุรุเวลกัสสปตอบว่า แน่ละเธอ พรหมจรรย์นี้ประเสริฐ. หลังจากนั้น ชฎิลเหล่านั้นลอยผม ชฎา เครื่องบริขารและเครื่องบูชา เพลิงในน้ำ แล้วพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ซบเศียรลงแทบพระบาท ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ขอพวกข้าพระพุทธเจ้าพึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนัก พระผู้มี พระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้แล้ว ได้ ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงพระพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำ ที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด. พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. [๕๓] ชฎิลคยากัสสปได้เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชา เพลิง ลอยน้ำมา ครั้นแล้ว ได้มีความดำริว่า อุปสรรคอย่าได้มีแก่พี่ชายทั้ง สองของเราเลย แล้วส่งชฎิลไปด้วยคำสั่งว่า พวกเธอจงไป จงรู้พี่ชายทั้งสอง ของเราดังนี้แล้ว ทั้งตนเองกับชฎิล ๒๐๐ คน ได้เข้าไปหาท่านพระอุรุเวลพกัสสป แล้วเรียนถามว่า ข้าแต่พี่กัสสป พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ  ? พระอุรุเวลกัสสปตอบว่า แน่ล่ะเธอ พรหมจรรย์นี้ประเสริฐ. หลังจากนั้น ชฎิลเหล่านั้นลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่อง บูชาเพลิงในน้ำ แล้วพากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ซบเศียรลงแทบพระ- บาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า ขอพวกข้าพระพุทธเจ้าพึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าข้า.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 104

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้แล้วได้ ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำ ที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด. พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. [๕๔] พวกชฎิลนั้น ผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนไม่ได้ แล้วผ่าได้ ก็ไฟไม่ ติดแล้วก่อไฟติดขึ้นได้ ดับไฟไม่ดับ แล้วดับได้ ด้วยการเพ่งอธิษฐานของ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้พระภาคเจ้าทรงนิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง ปาฏิหาริย์ ๓๕๐๐ วิธี ย่อมมีโดยนัยนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 105

อาทิตตปริยายสูตร [๕๕] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลา ตามพระ- พุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลคยาสีสะ พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑๐๐๐ รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล ได้ยินว่า พระองค์ประทับ อยู่ที่ตำบลคยาสีสะใกล้แม่น้ำคยานั้น พร้อมด้วยภิกษุ ๑๐๐๐ รูป. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ก็อะไรเล่าชื่อว่า สิ่งทั้ง ปวงเป็นของร้อน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็น ของร้อน วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน ความ เสวยอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัส เป็นปัจจัยแม้นั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟ คือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะ ความแก่และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์ กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น. โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน. . . ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน . . . ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน. . . กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน. . . มนะเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยมนะ เป็นของร้อน สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์เป็นสุข เป็น ทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็น ของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 106

โทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะ ความคับแค้น . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อ- หน่าย แม้ในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน วิญญาณอาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัสเป็นปัจจัย. ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสต ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียงทั้งหลาย . . . ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่นทั้งหลาย . . . ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรสทั้งหลาย . . . ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย . . . ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย ย่อม เบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยมนะ ย่อม เบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิต พ้นแล้วก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี ก็ แล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูป นั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.

อาทิตตปริยายสูตร จบ อุรุเวลปาฏิหาริย์ ตติยภาณวาร จบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 107

อรรถกถาอุรุเวลกัสสปทิวัตถุ บทว่า ปมุโข ประมุข คือเป็นหัวหน้า. บทว่า ปาโมกฺโข ปาโมกข์ มีความว่า เป็นผู้สูงสุด คือมีปัญญา ผ่องแผ้ว. บทว่า อนุปหจฺจ ไม่ทำลายแล้ว ได้แก่ไม่ให้เสีย. สองบทว่า เตชสา เตช มีความว่า ข่ม เดชแห่งนาคด้วยเดชของคน. บทว่า ปริยาเทยฺย มีความว่า พึงครอบงำเสีย หรือพาให้วอดวายไป. บทว่า มกฺข ได้แก่ความโกรธ. ข้อว่า น เตฺวว จ โข อรหา ยถา อห มีความว่า บุคคลผู้เช่น ดังเราสำคัญตนว่า เราเป็นอรหันต์ อวดอ้างอยู่ฉันใด จะได้เป็นอรหันต์ฉัน นั้น หามิได้ทีเดียว. สองบทว่า อชฺชุณฺเห อคฺคิสรณมฺหิ มีความว่า เราพึงอยู่ตลอด วันหนึ่งในวันนี้. บทว่า ผาสุกาโม คือมุ่งจะเกื้อกูล. บทว่า สุมานโส ได้แก่ผู้มีใจประกอบพร้อม ด้วยปีติและ โสมนัส. บทว่า น วิมโน ได้แก่ผู้มีใจดี อธิบายว่า ใจที่โทสะไม่ครอบงำ. สองบทว่า อคฺยาคาร อุทิจฺจเร มีความว่า เรือนไฟลุกโพลง. บทว่า ชฏิลา เชื่อมกับบทนี้ว่า ภณนฺติ. หลายบทว่า อหินาคสฺส อจฺจิโย น โหนฺติ มีความว่าเปลวไฟ แห่งนาคมีแสงไม่รุ่งเรือง มีสีผิดรูป. บทว่า ผลิกรณฺณาโย คือมีวรรณะเหมือนแก้วผลึก.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 108

บทว่า องฺคิรสสฺส มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อังคีรส เหตุมีพระองค์เป็นแดนสร้านออกแห่งรัศมี แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ ทรงพระนามว่า อังคีรสพระองค์นั้น. สองบทว่า อภิกฺกนฺตาย รตฺคิยา มีความว่า เมื่อราตรีสิ้นไปมาก แล้ว อธิบายว่า ยังเหลืออยู่น้อย. บทว่า อภิกฺกนฺตวณฺณา คือวรรณะงาม ได้แก่มีวรรณะน่าชอบ ใจนัก. บทว่า เกวลกปฺป ได้แก่ทั้งสิ้น คือสิ้นเชิง. ชฎิลอุรุเวลกัสสปะ หมายถึงรัศมีแห่งวรรณะของท้าวมหาราชทั้ง ๔ กล่าวว่า ปุริมาหิ วณฺณนิภาทิ. บทว่า ปาณินา คือด้วยมือ. หลายบทว่า กกุเธ อธิวตฺถา เทวตา ได้แก่เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้น รกฟ้า. บทว่า วสฺสชฺเชยฺย มีความว่า พึงคลี่ผึ่งไว้เพี่อต้องการจะให้แห้ง. ต้นรกฟ้านั้น น้อมลงราวกะว่าทูลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้าขอพระองค์ทรงเอื้อม พระหัตถ์มาเถิด เพราะฉะนั้น ต้นรกฟ้านั้นจึงชื่อว่า อาทรหตฺโถ น้อม ลงดุจทูลว่า ขอจงทรงเอื้อมพระหัตถ์มา. บทว่า อุยฺโยเชตฺวา ได้แก่ทิ้ง. ภาชนะสำหรับติดไฟ เรียก มัณฑามุขี.

 ๑.  ตั้งวิเคราะห์ให้บทปลงเป็นปฐนาวิภัติก่อนแล้ว   จึงใช้สรรพนามโยคตามรูปเติมทีหลัง  อนึ่ง
ในวิเคราะห์นี้สงสัยว่าจะตกศัพท์  ฉัฏฐีวิภัติไปศัพท์หนึ่ง.
 ๒. พระบาลีเป็น มนฺทามุชิโย  โบราณว่า  เชิงกราน.
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 109

บทว่า จิรปฏิกา มีความว่า จำเติมแต่กาลนาน. บทว่า เกสมิสฺส เป็นต้น มีความว่า ผมทั้งหลายนั่นเองชื่อว่า เกสมิสฺส มวยผม. ทุกบทมีนัยเหมือนกัน. หาบสำหรับใส่บริขารของดาบส ชื่อว่า ขาริกาชะ.

อรรถกถาอุรุเวลกัสสปาทิวัตถุ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 110

ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร เสด็จพระนครราชคฤห์ครั้งแรก [๕๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับออยู่ ณ ตำบลคยาสีสะตาม พระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไป โดยบรรดาอันจะไปสู่พระนคราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน ๑๐๐๐ รูป ล้วนเป็นปุราณชฎิล เสด็จจาริก โดยลำดับถึงพระนครราชคฤห์แล้วทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ใต้ต้นไทรชื่อ สุประดิษฐเจดีย์ในสวนตาลหนุ่ม เขตพระนครราชคฤห์นั้น [๕๗] พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชได้ทรงสดับข่าวถนัดแน่ว่า พระสมณโคตมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยตระกูล เสด็จถึงพระนครราชคฤห์ โดยลำดับ ประทับอยู่ ใต้ต้นไทรชื่อสุประดิษฐเจดีย์ในสวนตาลหนุ่ม เขต พระนครราชคฤห์ ก็แลพระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็น พระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี ทรงทราบโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดา ของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัด ด้วยพระ ปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ ให้รู้ ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งาม ในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นความดี.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 111

หลังจากนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทรงแวดล้อมด้วย พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น ถึงจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ส่วนพราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต นั้นแล บางพวกถวายบังคมพระผู้ พระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มี พระภาคเจ้า ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไป แล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวก ประคองอัญชลีไปทางที่พระผู้มี พระภาคเจ้าประทับ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศนามและ โคตรในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวก นั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้งนั้น พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต นั้นได้ความดำริว่า พระมหาสมณะพระพฤติพรหมจรรย์ในท่านอุรุเวลกัสสป หรือว่าท่านอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ ลำดับนั้น พระ ผู้มีพระภาคเจ้าทั้งทราบความดำริในใจของพราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๒ นหุต นั้น ด้วยพระทัยของพระองค์ ได้ตรัสกะท่านพระอุรุเวลกัสสปด้วยพระคาถาว่า ดังนี้. ดูก่อนท่านผู้อยู่ในอุรุเวลามานาน เคยเป็นอาจารย์สั่งสอนหมู่ชฎิลผู้ ผอม เพราะกำลังพรต ท่านเห็นเหตุอะไรจึงยอมละเพลิงเสียเล่า  ? ดูก่อนกัสสป เราถามเนื้อความนี้กะท่าน ท่านละเพลิงที่บูชาเสียทำ ไมเล่า  ? ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า ยัญทั้งหลายกล่าวยกย่องรูปเสียงและ รสที่น่าปราถนา และสตรีทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้ารู้ว่านั้น เป็นมลทินในอุปธิ ทั้งหลายแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงไม่ยินดี ในการเซ่นสรวง ในการบูชา.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 112

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนกัสสป ก็ใจของท่านไม่ยินดี แล้วในอารมณ์ คือรูป เสียงและรสเหล่านั้น ดูก่อนกัสสป ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ใจของท่านยินดีในสิ่งไรเล่า ในเทวโลกหรือมนุษยโลก ท่านจงบอกข้อนั้นแก่ เรา. ท่านพระอุรุเวลกัสสปทูลตอบว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นทางอันสงบ ไม่มีอุปธิ ไม่กังวล ไม่ติดอยู่ในกามภพ ไม่มีภาวะเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่ธรรม ที่ผู้อื่นแนะให้บรรลุ เพราะฉะนั้น จึงไม่ยินดี ในการเซ่นสรวง ในการบูชา. [๕๘] ลำดับนั้นท่านพระอุรุเวลกัสสปลุกจากอาสนะ ห่มผ้าอุตราสงค์ เฉวียงบ่า ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของ ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดา ของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก พระพุทธเจ้าข้า. ลำดับนั้น พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ทั้ง ๑๒ นหุต นั้น ได้มีความ เข้าใจว่า ท่านอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของพราหมณ์คหบดี ชาว- มคธทั้ง ๑๒ นหุตนั้น ด้วยพระทัยของพระองค์แล้ว ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความ เศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อพระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงทราบว่า พวกเขามี จิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศ พระธรรมเทศนา ที่พระ- พุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมี

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 113

ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่ พราหมณ์คหบดีชาวมคธ ๑๑ นหุต ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ณ ที่นั่ง นั้นแล ดุจผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย่อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น พราหมณ์คหบดีอีก ๑ นหุต แสดงตนเป็นอุบาสก. [๕๙] ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชได้ทรงเห็นธรรม แล้ว ได้ทรงบรรลุธรรมแล้ว ได้ทรงรู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว ทรงมีธรรมอันหยั่ง ลงแล้ว ทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ทรง ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องทรงเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ ทูลพระวาจานี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราช- กุมาร ได้มีความปรารถนา ๕ อย่าง บัดนี้ ความปรารถนา ๕ อย่างนั้น ของ หม่อมฉันสำเร็จแล้ว.

ความปรารถนา ๕ อย่าง ๑. ครั้งก่อน เมื่อหม่อมฉันยังเป็นราชกุมาร ได้มีความปรารถนาว่า ไฉนหนอ ชนทั้งหลายพึงอภิเษกเราในราชสมบัติดังนี้ นี้เป็นความปรารถนา ของหม่อมฉันประการที่ ๑ บัดนี้ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า. ๒. ขอพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า พึงเสด็จมาสู่แว่นแคว้นของ หม่อมฉันนั้น นี้เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๒ บัดนี้ ความ ปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้า. ๓. ขอหม่อมฉันพึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น นี้เป็น ความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๓ บัดนี้ ความปรารถนานั้น ของหม่อม- ฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 114

๔. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นพึงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน นี้ เป็นความปรารถนาของหม่อมฉันประการที่ ๔ บัดนี้ความปรารถนานั้น ของ หม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า. ๕. ขอหม่อมฉัน พึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น นี้เป็นความปรารถนาของหม่อนฉันประการที่ ๕ บัดนี้ ความปรารถนานั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า. พระพุทธเจ้าข้า ครั้งก่อนหม่อมฉันยังเป็นราชกุมาร ได้มีความ ปรารถนา ๕ อย่างนี้ บัดนี้ความปรารถนา ๕ อย่างนั้น ของหม่อมฉันสำเร็จแล้ว ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก. ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงาย ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วย ตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำหม่อมฉัน ว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระผู้- มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงทรงรับภัตตาหารของหม่อมฉัน ในวันพรุ่ง นี้ . พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ ครั้นพระเจ้าพิมพิสารจอม- เสนามาคธราชทรงทราบการรับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเสด็จลุกจาก ที่ประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับไป. [๖๐] หลังจากนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช รับสั่งให้ตก. แต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยผ่านราตรีนั้น แล้วให้เจ้าพนักงานไปกราบ ทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระเจ้าว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 115

แล้ว ขณะนั้นเป็นเวลาเข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอันตรวาสกแล้ว ทรงถือ บาตรจีวร เสด็จพระพุทธดำเนินสู่พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ ใหญ่ จำนวน ๑๐๐๐ รูป ล้วนปุราณชฎิล. [๖๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมทวยเทพทรงนิรมิตเพศเป็น มาณพ เสด็จพระดำเนินนำหน้าภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พลางขับ คาถาเหล่านั้น ว่าดังนี้:-

คาถาสดุดีพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระฉวีเสมอ ด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงฝึกอินทรีย์แล้ว ทรง พ้นวิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราช- คฤห์พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้ฝึก อินทรีย์แล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระฉวีเสมอ ด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงพ้นแล้ว ทรงพ้นวิเศษ แล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์พร้อม ด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้พ้นแล้ว ผู้ พ้นวิเศษแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระฉวี เสมอด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงข้ามแล้ว ทรงพ้น วิเศษแล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้พ้นแล้ว ผู้พ้น วิเศษแล้ว.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 116

พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระฉวีเสมอ ด้วยลิ่มทองสิงคี ทรงสงบแล้ว ทรงพ้นวิเศษ แล้ว เสด็จประเวศสู่พระนครราชคฤห์พร้อม ด้วยพระปุราณชฎิลทั้งหลาย ผู้สงบแล้ว ผู้ พ้นวิเศษแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรง มีอริยวาสธรรม ๑๐ ประการ เป็นเครื่องอยู่ ทรงประกอบด้วยพระกำลัง ๑๐ ทรงทราบ ธรรม คือ กรรมบถ ๑๐ และทรงประกอบ ด้วยธรรมอันเป็นองค์ของพระอเสขะ ๑๐ มี ภิกษุบริวารพันหนึ่ง เสด็จประเวศสู่พระ นครราชคฤห์. [๖๒] ประชาชนได้เห็นท้าวสักกะจอมทวยเทพแล้วพากันกล่าวอย่างนี้ ว่า พ่อหนุ่มนี้มีรูปงามยิ่งนัก น่าดูนัก น่าชมนัก พ่อหนุ่มนี้ของใครหนอ เมื่อประชาชนกล่าวอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะจอมทวยเทพได้กล่าวตอบประชาชน พวกนั้นด้วยคาถา ว่าดังนี้:- พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดเป็น นักปราชญ์ ทรงฝึกอินทรีย์ทั้งปวงแล้ว เป็น ผู้ผ่องแผ้วหาบุคคลเปรียบมีได้ ไกลจาก กิเลส เสด็จไปดีแล้วในโลก ข้าพเจ้าเป็นผู้ รับใช้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 117

ทรงรับพระเวฬุวันสังฆิกาวาส [๖๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่พระ- ราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่ง เหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงพระเจ้าพิมพิสารจอม เสนามาคธราช ทรงอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนีย- โภชนียาหารอันประณีต ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์จนให้พระผู้มีพระภาคเจ้า เสวยเสร็จทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตห้ามภัตแล้ว จึงประทับนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ท้าวเธอได้ทรงพระราชดำริว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงประทับ อยู่ ณ ที่ไหนดีหนอ ซึ่งจะเป็นสถานที่ไม่ไกลไม่ใกล้จากบ้านนัก สะดวกด้วย การคมนาคม ควรที่ประชาชนผู้ต้องประสงค์จะเข้าไปเฝ้าได้ กลางวันไม่พลุก พล่าน กลางคืนเงียบสงัด เสียงไม่กึกก้อง ปราศจากลมแต่ชนที่เดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ตามสมณ- วิสัย แล้วได้ทรงพระราชดำริต่อไปว่า สวนเวฬุวันของเรานี้แล ไม่ไกลไม่ ใกล้จากบ้านนัก สะดวกด้วยการคมนาคม ควรที่ประชาชนผู้ต้องประสงค์จะ พึงเข้าไปเฝ้าได้ กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนเงียบสงัด เสียงไม่กึกก้อง ปราศจากลมแต่ชนที่เข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการที่สงัด และ ควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ตามสมณวิสัย ผิฉะนั้น เราพึงถวายสวนเวฬุวันแก่ภิกษุ สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ดังนี้ ลำดับนั้น จึงทรงจับพระสุวรรณภิงคาร ทรงหลั่งน้ำน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระราชดำรัสว่า หม่อมฉัน ถวายสวนเวฬุวันนั่นแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอารามแล้ว และทรงชี้แจงให้พระเจ้าพิมพิ- สารจอมเสนามาคธราชทรงเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ ต่อมา พระองค์ทรงทำธรรมีกถาในเพราะ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 118

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตอาราม. ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร จบ

อรรถกถาพิมพิสารวัตถุ บทว่า ลฏฺิวเน ได้แก่ สวนตาล. สองบทว่า สุปฺปติฏฺเ เจติเย ได้แก่ ที่ต้นไทรต้นใดต้นหนึ่ง. ได้ยินว่า คำว่า สุประดิษฐเจดีย์ นี้ เป็นชื่อของต้นไทรนั้น. ๑ หมื่น เป็น ๑ นหุต ในคำว่า ทฺวาทสนหุเตหิ นี้. บทว่า อปฺเปกจฺเจ ตัดบทว่า อปิ เอกจฺเจ. บทว่า อชฺฌภาสิ มีความว่า ได้ตรัสสำทับ เพื่อตัดความสงสัยของ พรามณ์และคฤหบดีเหล่านั้น. สองบทว่า กิเมว ทิสฺวา มีความว่า เห็นอะไรเล่า ? บทว่า อุรุเวลวาสี คือผู้มีปกติอยู่ที่อุรุเวลประเทศ. ท่านย่อมเป็น ผู้ละไฟที่คนบูชาแล้วบวช, มีอุบายอะไร ? บทว่า กิสโกวทาโน มีความว่า เป็นผู้ตักเตือนพร่ำสอนดาบสทั้ง หลาย ซึ่งได้นามว่า ผู้ผอม เพราะมีร่างกายผอม ด้วยความประพฤติของผู้ ย่างกิเลส. อีกอย่างหนึ่ง มีความว่า เป็นดาบสผู้ผอมเอง และเป็นผู้ให้โอวาท อธิบายว่า ตัดเตือนพร่ำสอนดาบสผู้ผอมเหล่าอื่นด้วย. สองบทว่า กถ ปหีน มีความว่า เพราะเหตุไรจึงละเสีย

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 119

มีคำอธิบายว่า ท่านอยู่อุรุเวลามานาน ตนเองเคยเป็นอาจารย์สั่งสอน เหล่าดาบสผู้บำเรอไฟ เห็นอุบายอะไรเล่า จึงละไฟเสีย  ? เราถามเนื้อความ นี้กะท่าน เหตุไฉน ท่านจึงละการบูชาเพลิงของท่านเสีย ? ในคาถาที่ ๒ มีเนื้อความดังนี้:- ยัญทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญกามทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น เหล่านี้และสตรี ทั้งหลาย ข้าพเจ้านั้น ได้ทราบชนิดของกามมีรูปเป็นต้น ทั้งหมดนี้ว่า เป็น มลทินในขันธ์เป็นที่หอบทุกข์ไว้ จึงมิได้ยินดีในการเซ่นและการบูชา อธิบายว่า ไม่อภิรมย์แล้วการเซ่นหรือการบูชา เพราะยัญทั้งหลาย ต่างโดยการเซ่นและ การบูชาเหล่านี้กล่าวสรรเสริญผลเป็นมลทินทั้งนั้น. วินิจฉัยในคาถาที่ ๓:- บทว่า อถ โกจรหิ มีความว่า ก็ที่นั้น . . . ในสิ่งไรเล่า ? บทที่ เหลือตื้นทั้งนั้น. วินิจฉัยในคาถาที่ ๔:- บทว่า ปท เป็นต้น มีความว่า ทางคือพระนิพพาน จัดว่าสงบ และมีความสงบเป็นสภาพ จัดว่าไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุหอบทุกข์ เพราะไม่มี กิเลสทั้งหลายที่เข้าไปหอบเอาทุกข์ไว้, จัดว่าหากังวลมิได้ เพราะไม่มีกิเลส เครื่องกังวลทั้งหลายมีราคะเป็นต้น จัดว่าไม่ติดข้องแม้ในกามภพ ซึ่งเป็นที่ กล่าวสรรเสริญแห่งยัญทั้งหลายเพราะไม่ติดอยู่ในภพทั้ง ๓ แล้ว, จัดว่ามีอันจะ ไม่แปรเป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีเกิด แก่ ตาย, จัดว่าไม่ใช่ธรรมที่ผู้อื่นจะพึง แนะให้ได้ เพราะต้องบรรลุด้วยมรรคซึ่งตนเองเจริญแล้วเท่านั้น อันคนอื่นจะ เป็นใครก็ตามจะพึงให้บรรลุไม่ได้ ข้าพเจ้าไม่ยินดีแล้วในการเซ่นและการบูชา ก็เพราะเห็นทางเช่นนี้. พระอุรุเวลกัสสปแสดงอย่างไร ? ด้วยคำว่า ได้เห็น

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 120

ทางอันสงบ เป็นต้นนั้น ? แสดงว่า ข้าพเจ้ามิได้ยินดีแล้วในการเซ่นและการ บูชา ซึ่งให้สำเร็จสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลก ข้าพเจ้านั้นจะกล่าวาอย่างไร ? ครั้งนั้นแล พระอุรุเวลกัสสปผู้มีอายุ ครั้นประกาศความไม่ยินดีใน โลกทั้งปวงอย่างนี้ว่า ใจของข้าพเจ้าไม่ยินดีแล้วในเทวโลกและมนุษยโลก ชื่อ นี้ ดังนี้แล้ว จึงประกาศข้อที่คนเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นสาวก ก็แลท่านแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่างในอากาศ เพื่อประกาศ ข้อที่ตนเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล แล้วลงถวายบังคมพระผู้มี- พระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. บทว่า ธมฺมจกฺขุ ได้แก่ โสดาปัตติมรรคญาณ. บทว่า อสฺสาสกา ได้แก่ ความหวัง อธิบายว่า ความปรารถนา. ก็วินิจฉัยในข้อว่า เอสาห ภนฺเต นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบดังต่อไปนี้:- อันที่จริง สรณคมน์ของพระเจ้าพิมพิสารนั้น สำเร็จแล้วด้วยความ ตรัสรู้มรรคเป็นแท้ แต่ว่าท้าวเธอทรงตัดสินตกลงพระหฤทัยในสรณคมน์นั้น แล้ว บัดนี้จึงทรงทำการมอบพระองค์ถวายด้วยพระวาจา คือว่า พระเจ้าพิมพิ- สารนี้ ได้ทรงถึงสรณคมน์ที่แน่นอน ด้วยอำนาจแห่งมรรคทีเดียวแล้ว เมื่อ จะทรงทำการถึงสรณะนั้นให้ปรากฏแก่ผู้อื่นด้วยพระวาจา และเมื่อจะทรงถึง ด้วยความนอบน้อม จึงตรัสอย่างนั้น. บทว่า สิงฺคีนิกฺขสุวณฺโณ มีความว่า มีวรรณะเสมอด้วยลิ่มทองคำ ชื่อสิงคี. บทว่า ทสวาโส ได้แก่ ทรงอยู่ประจำในธรรมเป็นที่อยู่ของพระ อริยเจ้า ๑๐ ประการ. บทว่า ทสธมฺมวิทู ได้แก่ ทรงทราบกรรมบถ ๑๐ ประการ. สองบทว่า ทสภิ จุเปโต ได้แก่ ทรงประกอบด้วยองค์ของพระอเสข- บุคคล ๑๐ อย่าง ๑.

 ๑.  สัมมาทิฎฐิ    ฯลฯ   ๘.  สัมมาสมาธิ.  ๙. สัมมญาน  ๑๐. สัมมาวิมุตติ.  ม.ม.  ๑๓/๑๗๔
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 121

สองบทว่า สพฺพธิ ทนฺโต ได้แก่ ผู้ทรมานแล้วในอินทรีย์ทั้งปวง จริงอยู่ บรรดาอินทรีย์มีจักขุนทรีย์เป็นต้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อินทรีย์ไร ๆ ที่ชื่อว่า ยังไม่ได้ทรมาน ย่อมไม่มี. ข้อว่า ภควนฺต ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ เอกมนฺต นิสีทิ มีความว่า สังเกตเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จแล้ว ชักพระหัตถ์ออกจาก บาตรแล้ว จึงประทับนั่งที่ประเทศแห่งหนึ่ง. บทว่า อตฺถิกาน มีความว่า ผู้มีความต้องการด้วยการไปเฝ้าพระ- พุทธเจ้า และด้วยการฟังธรรม. บทว่า อภิกฺกมนีย มีความว่า พึงอาจไปเฝ้าได้. บทว่า อปฺปกิณฺณ คือไม่พลุกพล่าน. บทว่า อปฺปสทฺท ได้แก่ เงียบเสียงที่พูดจากัน. บทว่า อปฺปนิคฺโฆส ได้แก่ เงียบเสียงกึกก้อง ด้วยเสียงอื้ออึงใน พระนคร. บทว่า วิชนวาต ได้แก่ ปราศจากลมในสรีระของชนที่สัญจรเนื่องๆ. บาลีว่า ปราศจากการพูดจาของชนบ้าง. อธิบายว่า ปราศจากการพูด จาของตนภายใน. บาลีว่า ปราศจากการเที่ยวไปของชนบ้าง อธิบายว่า เว้นจากการ ท่องเที่ยวของชน. บทว่า มนุสฺสราหเสยฺยก ได้แก่ ควรเป็นที่กระทำกรรมลับของ หมู่มนุษย์. บทว่า ปฏิสลฺลานสารุปฺป คือสมควรเป็นที่สงัด. อรรถกถาพิมพิสารวัตถุ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 122

พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะบรรพชา พระอัสสชิเถระ [๖๔] ก็โดยสมัยนั้นแล สญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในพระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ จำนวน ๒๕๐ คน ก็ครั้งนั้น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในสำนักสญชัยปริพาชก ท่านทั้งสอง ได้ทำกติกากันไว้ว่า ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่อีกคนหนึ่ง ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระอัสสชินุ่งอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร เข้าไป บิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ มีมรรยาทก้าวไป ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน น่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ สารีบุตร ปริพาชก ได้เห็นท่านพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ มี มรรยาทก้าวไป ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน น่าเลื่อมใส มี นัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า บรรดา พระอรหันต์ หรือท่านผู้ได้บรรลุพระอรหัตมรรคในโลก ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้ ใดผู้หนึ่งแน่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้ แล้วถามว่า ท่านบวช เฉพาะใคร ใครเป็นศาลดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร แล้วได้ ดำริต่อไปว่า ยังเป็นการไม่สมควรจะถามภิกษุรูปนี้ เพราะท่านกำลังเข้าละแวก บ้านเที่ยวบิณฑบาต ผิฉะนั้นเราพึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง ๆ เพราะเป็น ทางอันผู้มุ่งประโยชน์ทั้งหลายจะต้องสนใจ ครั้งนั้นท่านพระอัสสชิเทียวบิณฑ- บาตในพระนครราชคฤห์ ถือบิณฑบาตกลับไป จึงสารีบุตรปริพาชกเข้าไปหา ท่านพระอัสสชิ ถึงแล้วได้พูดปราศรัยกับท่านพระอัสสชิ ครั้นผ่านการพูด ปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 123

ข้างหนึ่ง สารีบุตรปริพาชกยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคำนี้ กะท่านพระอัสสชิว่า อินทรีย์ของท่านชื่อว่าผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ขอรับ ? อ. มีอยู่ ท่าน พระมหาสมณะศากยบุตรเสด็จออกทรงผนวชจาก ศากยตระกูล เราบวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระผู้มีพระ ภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็น ศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มี- พระภาคเจ้าพระองค์นั้น. สา. พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร แนะนำอย่างไร  ? อ. เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน พึงมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจ แสดงธรรมแก่ท่านกว้างขวาง แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อ. สา. น้อยหรือมาก นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียว ท่านจักทำพยัญชนะให้มากทำไม.

พระอัสสชิเถระแสดงธรรม [๖๕] ลำดับนั้น ท่านพระอัสสชิ ได้กล่าวธรรมปริยายนี้แก่สารีบุตร- ปริพาชก ว่าดังนี้:- ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคต ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความ ดับของธรรมเหล่านี้ พระมหาสมณะทรง สั่งสอนอย่างนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 124

สารีบุตรปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม [๖๖] ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมี ความดับไปเป็นธรรมดา ได้เกิดขึ้นแก่สารีบุตรปริพาชก:- ธรรมนี้แหละถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น ท่านทั้งหลายจงแทงตลอดบทอันหาความ โศกมิได้ บทอันหาความโศกมิได้นี้ พวก เรายังไม่เห็น ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัลป์

สารีบุตรปริพาชกเปลื้องคำปฏิญญา [๖๗] เวลาต่อมา สารีบุตรปริพาชกเข้าไปหาโมคคัลลานปริพาชก โมคคัลลานปริพาชกได้เห็นสารีบุตรปริพาชกเดินมาแต่ใกล้ ครั้น แล้วได้ถาม สารีบุตรปริพาชกว่า ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่าน บริสุทธิ์ผุดผ่องท่านได้บรรลุอมตธรรมแล้วกระมังหนอ. สา. ถูกละ ผู้มีอายุ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว. โมค. ท่านบรรลุอมตธรรมได้อย่างไร ด้วยวิธีไร ? สา. ผู้มีอายุ วันนี้เราได้เห็นพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตใน พระนครราชคฤห์ มีมรรยาทก้าวไป ถอยกลับ แลเหลียว เหยียดแขน คู้แขน น่าเลื่อมใสมีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ครั้นแล้วเราได้มีความดำริ ว่า บรรดาพระอรหันต์หรือท่านผู้ได้บรรลุอรหันต์มรรคในโลก ภิกษุรูปนี้คง เป็นผู้ใดผู้หนึ่งแน่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้ แล้วถามว่า ท่าน บวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร เรา

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 125

นั้นได้ยั้งคิดว่า ยังเป็นกาลไม่สมควรจะถามภิกษุรูปนี้ เพราะท่านยังกำลังเข้า ละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต ผิฉะนั้นเราพึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง ๆ เพราะเป็นทางอันผู้มุ่งประโยชน์ทั้งหลายจะต้องสนใจ ลำดับนั้น พระอัสสชิ เที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ถือบิณฑบาตกลับไปแล้ว. ต่อมา เราได้ เข้าไปหาพระอัสสชิ ครั้นถึงแล้ว ได้พูดปราศรัยกับพระอัสสชิ ครั้นผ่านการ พูดปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง เรายืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคำนี้ต่อพระอัสสชิ ว่า อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวช เฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ขอรับ. พระอัสสชิตอบว่า มีอยู่ ท่าน พระมหาสมณะศากยบุตรเสด็จออกทรงผนวช จากศากยตระกูล เราบวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระผู้มี พระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มี พระภาคเจ้าพระองค์นั้น. เราได้ถามพระอัสสชิต่อไปว่า ก็พระศาสดาของท่าน สอนอย่างไร แนะนำอย่างไร ? พระอัสสชิตอบ'ว่า เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่ นาน พึ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านกว้างขวาง แต่จัก กล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อ. เราได้เรียนว่า น้อยหรือมาก นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียว ท่านจัก ทำพยัญชนะให้มากทำไม. [๖๘] ผู้มีอายุ ครั้งนั้น พระอัสสชิได้กล่าวคำปริยายนี้ ว่าดังนี้:- ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระ- ตถาคตทรงแสวงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหา- สมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 126

โมคคัลลานปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม [๖๙] ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมี ความดับไปเป็นธรรมดา ได้เกิดขึ้นแก่โมคคัลลานปริพาชกะ ธรรมนี้แหละถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น ท่านทั้งหลายแทงตลอดบทอันหาความโศก มิได้ บทอันหาความโศกมิได้นี้ พวกเรายัง ไม่เห็น ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัลป.

สองสหายอำลาอาจารย์ [๗๐] ครั้งนั้น โมคคัลลานปริพาชกได้กล่าวชักชวนสารีบุตรปริพา- ชกว่า ผู้มีอายุ เราพากันไปสำนักพระผู้พระภาคเจ้าเถิด เพราะพระผู้มี พระภาคเจ้านั้นเป็นพระศาสดาของเรา. สารีบุตรปริพาชกกล่าวว่า ผู้มีอายุ ปริพาชก ๒๕๐ คนนี้อาศัยเรา เห็นแก่เรา จึงอยู่ในสำนักนี้ เราจงบอกกล่าวพวกนั้นก่อน พวกนั้นจักทำตาม ที่เข้าใจ. ลำดับนั้น สารีบุตรโมคคัลลานะพากันเข้าไปหาปริพาชกเหล่านั้น ครั้นถึงแล้วได้กล่าวคำนี้ต่อพวกปริพาชกนั้นว่า ท่านทั้งหลาย เราจะไปใน สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระศาสดาของเรา. พวกปริพาชกตอบว่า พวกข้าพเจ้าอาศัยท่าน. เห็นแก่ท่านจึงอยู่ใน สำนักนี้ ถ้าท่านจักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ พวกข้าพเจ้าทั้ง หมดก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะด้วย.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 127

ต่อมา สารีบุตรโมคคัลลานะได้พากันเข้าไปหาท่านสญชัยปริพาชก ครั้นถึงแล้วได้เรียนว่า ท่านขอรับพวกกระผมจะไปในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระศาสดาของพวกกระผม. สญชัยปริพาชกพูดห้ามว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลาย อย่าไปเลย เรา ทั้งหมด ๓ คนจักช่วยกันบริหารคณะนี้. แม้ครั้งที่ ๒ . . . แม้ครั้งที่ ๓ สารีบุตรโมคคัลลานะได้กล่าวคำนี้ต่อสญชัยปริพาชกว่า ท่านขอรับ พวกกระผมจะไปในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะพระผู้มี พระภาคเจ้านั้น เป็นพระศาสดาของพวกกระผม. สญชัยปริพาชกพูดห้ามว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลาย อย่าไปเลย เรา ทั้งหมด ๓ คนจักช่วยกันบริหารคณะนี้. ครั้งนั้น สารีบุตรโมคคัลลานะพาปริพาชก ๒๕๐ คนนั้นมุ่งไปทางที่ จะไปพระวิหารเวฬุวัน ก็โลหิตร้อนได้พุ่งออกจากปากสญชัยปริพาชกในที่นั้น.

ทรงพยากรณ์ [๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นสารีบุตรโมคคัลลานะ มาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สหาย สองคนนั้น คือโกลิตะ และอุปติสสะ กำลังมานั่น จักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญชั้นเยี่ยมของเรา:- ก็สหายสองคนนั้นพ้นวิเศษแล้ว ใน ธรรมอันเป็นที่สิ้นอุปธิอันยอดเยี่ยม มีญาณ วิสัยอันลึกซึ้ง ยังมาไม่ทันถึงพระวิหารเวฬ- วัน พระศาสดาทรงพยากรณ์ ว่าดังนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 128

สหายสองคนนี้คือ โกลิตะและ อุปติสสะกำลังมา นั่นจักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญชั้นเยี่ยมของเรา.

เข้าเฝ้าทูลขอบรรพชาอุปสมบท [๗๒] ครั้งนั้น สารีบุตรโมคคัลลานะได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า ครั้นถึงแล้ว ได้ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว ทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอพวกข้าพระพุทธเจ้า พึง ได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้แล้วได้ ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ ทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด. พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านี้.

เสียงติเตียน [๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียง ๆ พากัน ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า ประชาชนพากันเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อให้ชายไม่มีบุตร พระสมณโคตม ปฏิบัติเพื่อให้หญิงเป็นหม้าย พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อตัดสกุล บัดนี้ พระ สมณโคตมให้ชฎิลพันรูปบวชแล้ว และให้ปริพาชกศิษย์ของท่านสญชัย ๒๕๐ คนนี้บวชแล้ว และกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียง ๆ พากันพระพฤติพรหมจรรย์ ในพระสมณโคดม อนึ่งประชาชนได้เห็นภิกษุทั้งหลายแล้วได้โจทย์ด้วยคาถา ว่าดังนี้:-

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 129

พระมหาสมณะเสด็จมาสู่คิริพพช นครของชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชก พวกสญชัยทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำ ใครไปอีกเล่า. [๗๔] ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนพวกนั้นเพ่งโทษติเตียน โพน- ทะนาอยู่จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสียงนั้น จักอยู่ไม่ได้ นาน จักอยู่ได้เพียง ๗ วันท่านั้น พ้น ๗ วันก็จักหายไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าชนเหล่าใดกล่าวหาต่อพวกเธอด้วยคาถา ว่าดังนี้:- พระมหามณะเสด็จมาสู่คิริพพช นครของชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชก พวกสญชัยทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำ ใครไปอีกเล่า. [๗๕] พวกเธอจงกล่าวโต้ตอบต่อชนเหล่านั้น ด้วยคาถา ว่าดังนี้:- พระตถาคตทั้งหลายผู้แกล้วกล้ามาก ย่อมทรงนำชนทั้งหลายไปด้วยพระสัทธรรม เมื่อชนทั้งหลายอันพระองค์ทรงนำไปอยู่โดย ธรรม ผู้เข้าใจอย่างนี้จะริษยาทำไม. ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนทั้งหลายได้เห็นภิกษุทั้งหลายแล้ว ย่อม กล่าวหาด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:- พระมหาสมณะเสด็จมาสู่คิริพพช นครของชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชก

 ๑.  พระนครราชคฤห์.
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 130

พวกสญชัยทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำ ใครไปอีกเล่า. ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวโต้ตอบต่อประชาชนพวกนั้น ด้วยคาถานี้ ว่า ดังนี้:- พระตถาคตทั้งหลายผู้แกล้วกล้ามาก ย่อมทรงนำชนทั้งหลายไปด้วยพระสัทธรรม เมื่อชนทั้งหลายอันพระองค์ทรงนำไปอยู่โดย ธรรม ผู้เข้าใจอย่างนี้จะริษยาทำไม. [๗๖] ประชาชนกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า พระสมณะเชื้อสายพระ- ศากยบุตรทรงนำชนทั้งหลายไปโดยธรรม ไม่ทรงนำไปโดยอธรรม. เสียงนั้นได้มีเพียง ๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วัน ก็หายไป. พระสารีบุตรพระโมคคัลลานะบรรพชา จบ จตุตถภาณวาร จบ

อรรถกถาสารีปุตตโมคคัลลานบรรพชา บทว่า สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานา ได้แก่ พระสารีบุตร ๑ พระ- โมคคัลลานะ ๑ ท่านทั้ง ๒ ได้ทำกติกากันไว้ว่า ผู้ใดพบอมตธรรมก่อน ผู้ นั้นจงบอกแก่อีกฝ่ายหนึ่ง. ได้ยินว่าท่านทั้ง ๒ นั้น ในเวลาเป็นคฤหัสถ์มีชื่อปรากฏอย่างนี้ว่า อุปติสสะ โกลิตะ มีมาณพ ๒๕๐ เป็นบริวารได้ไปดูมหรสพซึ่งมี ณ ยอดเขา.

 ๑.  คิรคฺคสมชฺช   มหรสพฉลองประจำปี   ณ กรุงราชคฤห์,   มหรสพยอดเขา.
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 131

สองสหายเห็นมหาชนในที่นั้นแล้ว ได้มีความรำพึงว่า ขึ้นชื่อว่าหมู่มหาชน อย่างนี้ ๆ ยังไม่ทันถึง ๑๐๐ ปี ก็จักตกอยู่ในปากแห่งความตาย. ลำดับนั้น สหายทั้ง ๒ เมื่อบริษัทลุกขึ้นแล้ว ได้ไต่ถามกันและกัน มีอัธยาศัยร่วมกัน มีความสำคัญว่าความตายปรากฏเฉพาะหน้า ปรึกษากันว่า เพื่อน เมื่อความตายมี ธรรมที่ไม่ตายก็ต้องมีด้วย. เอาเถิด เราค้นหาธรรมที่ ไม่ตายกันเถิดดังนี้. เพื่อค้นหาธรรมที่ไม่ตาย จึงพร้อมด้วยบริษัทบวชในสำนักสญชัยปริ- พาชกผู้นุ่งผ้า ไม่กี่วันนักก็ถึงฝั่งในลัทธิสมัยซึ่งเป็นวิสัยแห่งญาณของสญชัยนั้น. เมื่อมองไม่เห็นอมตธรรม จึงถามว่า ท่านอาจารย์ กระผมขอถาม แก่นสารแม้อื่นในบรรพชานี้จะยังมีอยู่หรือ ? ได้ฟังคำตอบของท่านว่า ไม่มี ผู้มีอายุ และว่า ลัทธินี้มีเท่านี้แล. จึงได้ทำกติกาไว้ว่า ผู้มีอายุ ลัทธินี้เหลวไหลไม่มีแก่นสาร ที่นี้ใน พวกเรา ผู้ใดพบอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่อีกฝ่ายหนึ่ง. เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ท่านทั้ง ๒ ได้ทำกติกากันไว้. ตติยาวิภัตติ ในลักษณะแห่งอิตถัมภูต ผู้ศึกษาพึงทราบในบททั้งหลาย ว่า ปาสาทิเกน อภิกฺกนฺเตน เป็นต้น. คำนี้ว่า อตฺถิเกหิ อุปญาต มคฺค เป็นคำแสดงเหตุแห่งการติดตาม. จริงอยู่ มีคำที่ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า อย่ากระนั้นเลย เราพึงตามติดภิกษุนี้ไปข้างหลัง ๆ. เพราะเหตุไร ? เพราะ เหตุว่าธรรมดาการตามติดไปข้างหลัง ๆ นี้ เป็นทางที่ผู้มีความต้องการทั้งหลาย รู้จักเข้าหาแล้วอธิบายว่า เป็นมรรคา อันชนทั้งหลายผู้มีความต้องการรู้แล้ว และดำเนินเข้าหาแล้ว .

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 132

อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความในคำนี้อย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่านิพพาน อัน เราทั้งหลายผู้มีความต้องการ รู้ชัดแล้วว่า มีอยู่แน่นอนด้วยอนุมานอย่างนี้ว่า เมื่อความตายมี ธรรมที่ไม่ตายก็ต้องมีด้วย อย่ากระนั้นเลย เราเมื่อแสวงหาคือ เมื่อค้นหา นิพพานนั้น พึงตามติดภิกษุนี้ไปข้างหลัง ๆ. หลายบทว่า ปิณฺฑปาต อาทาย ปฏิกฺกมิ มีความว่า พระอัสสชิผู้ มีอายุ เข้าไปนั่งชิดเชิงฝาเเห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วในสุทินน- กัณฑ์ ๑. แม้สารีบุตรเล่า ยืนคอยเวลาอยู่ว่า ยังไม่ใช่เวลาที่จะถามปัญหาก่อน เพื่อจะบำเพ็ญวัตตปฏิบัติ จึงถวายน้ำจากคนโทของตน แก่พระเถระผู้เสร็จ ภัตตกิจแล้ว กระทำปฏิสันถารกับพระเถระผู้ล้างมือและเท้าแล้ว ถามปัญหา. เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวว่า อถ โข สารี- ปุตฺโต ปริพฺพาชโก เป็นต้น. สองบทว่า น ตฺยาห สกฺโกมิ ตัดบทว่า น เต อห สกฺโกมิ แปลว่า สำหรับท่าน เราไม่อาจ. แต่ว่า พระเถระถึงปฏิสัมภิทาญาณในธรรมวินัยนี้ จะไม่อาจเพื่อแสดง ธรรมเพียงเท่านี้หามิได้ โดยที่แท้ ท่านคิดว่า เราจักปลูกความเคารพในธรรม แก่ผู้นี้ ได้ถือเอาข้อที่การแสดงธรรมในพุทธวิสัยโดยอาการทั้งปวงไม่ใช่วิสัย ของท่าน จึงกล่าวอย่างนั้น. บาทคาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา มีความว่า เบญจขันธ์ชื่อว่า ธรรมมีเหตุเป็นแดนเกิด. พระเถระแสดงทุกขสัจ แก่สารีบุตรนั้นด้วยคำนั้น. บาทคาถาว่า เตส เหตุ ตถาคโต อาห มีความว่า สมุทยสัจ ชื่อว่าเหตุแห่งเบญจขันธ์นั้น พระเถระแสดงว่า พระตถาคตตรัสสมุทยสัจนั้น ด้วย.

 ๑.  มหาวิภงฺค.  ปฐม.  ๒๗.
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 133

บาทคาถาว่า เตสฺจ โย นิโรโธ จ มีความว่า พระตถาคตตรัส ความดับคือความไม่เป็นไปแห่งสัจจะแม้ทั้ง ๒ นั้นด้วย พระเถระแสดงนิโรธ- สัจแก่สารีบุตรนั้นด้วยคำนั้น. ส่วนมรรคสัจ แม้ท่านไม่ได้แสดงรวมไว้ใน คาถานี้ ก็เป็นอันแสดงแล้วโดยนัย. เพราะว่าเมื่อกล่าวนิโรธ มรรคซึ่งเป็น เหตุให้ถึงนิโรธนั้น ก็เป็นอันกล่าวด้วย. อีกอย่างหนึ่ง ในบาทคาถาว่า เตสญฺจ โย นิโรโธ จ นี้ สัจจะแม้ ๒ เป็นอันพระเถระแสดงแล้ว อย่างนี้ว่า ความดับแห่งสัจจะทั้ง ๒ นั้น และ อุบายแห่งความดับแห่งสัจจะทั้ง ๒ นั้น ฉะนี้แล. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะยัง เนื้อความนั้นนั่นแลให้รับกัน จึงกล่าวว่า พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้. บาทคาถาว่า เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว มีความว่า แม้ถ้าว่า ธรรมที่ยิ่งกว่านี้ไม่มีไซร้ ธรรมเพียงเท่านี้เท่านั้นคือคุณ มาตรว่าโสดาปัตติ- ผลนี้เท่านั้น อันข้าพเจ้าจะพึงบรรลุ ถึงอย่างนั้นธรรมนี้นั่นแล อันข้าพเจ้า ค้นหาแล้ว. บาทคาถาว่า ปจฺจพฺยถา ปทมโสก มีความว่า พวกข้าพเจ้าเที่ยว ค้นหาทางอันไม่มีความโศกใด ท่านทั้งหลายนั่นแล ย่อมตรัสรู้ทางอันไม่มี ความโศกนั้น อธิบายว่า ทางนั้น อันท่านทั้งหลายบรรลุแล้ว. กึ่งคาถาว่า อทิฏฺ อพฺภุติต พหุเกหิ กปฺปนหุเตหิ มีความ ว่า ทางอันไม่มีความโศกนี้ ชื่ออันข้าพเจ้าทั้งหลาย ไม่เห็นแล้วทีเดียว ล่วง ไปนักหนาตั้งหลายนหุตแห่งกัลป์ สารีบุตรปริพาชกแสดงข้อที่ตนมีความเสื่อม ใหญ่ตลอดกาลนาน เพราะเหตุ ที่ไม่ได้เห็นทางนั้นด้วยประการดังนี้.

 ๑.  ปาฐะโนอรรถกถาว่า  ตถาปิ   เอโสเอว  ธมฺโม.   โยชนาหน้า  ๑๘๔    แก้ขยายความว่า  ตถาปี
เอโสเอว  มยา  คเวสิโต   นิพฺพานสงฺขาโต   ธมฺโมติ   อตฺโถ.   จึงได้แปลไว้อย่างนี้   หรืออีกนัย
หนึ่งว่า  ธรรมที่ข้าพเจ้าค้นหาแล้ว  ก็ธรรมนี้นั้นแล.
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 134

บาทคาถาว่า คมฺภีเร าณวิสเย มีความว่า เป็นธรรมอันลึกซึ้ง ด้วย เป็นวิสัยแห่งญาณอันลึกซึ้งด้วย. บาทคาถาว่า อนุตฺตเร อุปธิสงฺขเย ได้แก่ นิพพาน. บทว่า วมุตฺเต มีความว่า ผู้นั้นพ้นแล้วด้วยวิมุติมีนิพพานนั้นเป็น อารมณ์. บทว่า พฺยากาสิ มีความว่า พระศาสดาเมื่อตรัสว่า คู่แห่งสหายนั้น จักเป็นคู่อัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญของเรา ดังนี้ ชื่อว่าทรงพยากรณ์แล้วซึ่งคู่ แห่งสหายในสาวกบารมีญาณ. ข้อว่า สา ว เตส อายสฺมนฺตาน อุปสมฺปทา อโหสิ มีความ ว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทานั้นแล ได้เป็นอุปสัมปทาของท่านทั้ง ๒ พร้อมทั้ง บริษัท. ก็แลในพระเถระทั้ง ๒ ซึ่งอุปสมบทแล้วอย่างนั้น พระมหาโมคคัลลาน เถระ ๗ วัน จึงได้สำเร็จพระอรหัต พระสารีบุตรเถระกึ่งเดือนจึงได้สำเร็จ พระอรหัต. ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสีเสด็จ อุบติในโลก. ดาบสชื่อสรทะ กระทำมณฑปด้วยดอกไม้ต่าง ๆ ที่อาศรมของ ตน เพื่อพระพุทธเจ้านั้น อัญเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประทับบนอาสนะดอก ไม้นั่นเทียว กระทำมณฑปอย่างนั้นแล ทั้งแต่งอาสนะดอกไม้สำหรับภิกษุสงฆ์ ด้วย แล้วปรารถนาเป็นอัครสาวก ก็แลครั้นปรารถนาแล้ว จึงส่งข่าวไปบอก แก่เศรษฐีชื่อสิริวัฒน์ว่า ข้าพเจ้าได้ปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกแล้ว ถึงท่าน ก็จงมาปรารถนาตำแหน่งหนึ่ง. เศรษฐีกระทำมณฑปดอกอุบลเขียว นิมนต์ ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขฉันในมณฑปนั้น ครั้นให้ฉันเสร็จแล้ว ได้

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 135

ปรารถนาเป็นสาวกที่ ๒ ในชนทั้ง ๒ นั้น สรทดาบส เกิดเป็นพระสารีบุตร เถระ สิริวัฒน์เศรษฐีเกิดเป็นพระมหาโมคคัลลานเถระ ฉะนี้แล บุพกรรม ของพระอัครสาวกทั้ง ๒ นั้น เท่านี้ . วินิจฉัยในบทว่า อปุตฺตกตาย เป็นต้น ดังต่อไปนี้:- พระสมณโคตมปฏิบัติเพื่อความที่ชนทั้งหลาย ผู้มีบุตรบวชต้องเป็นคน ไร้บุตร เพื่อความที่หญิงทั้งหลายผู้มีผัวบวชต้องเป็นหม้าย คือ ต้องเป็นคน ร้างผัว. เพื่อเข้าไปตัดสกุลเสีย แม้ด้วยอาการทั้ง ๒ อย่าง. บทว่า สญฺชยานิ คือผู้เป็นอันเตวาสิกของสญชัย. สองบทว่า มาคธาน คิริพฺพช มีความว่า สู่คิริพฺพชนครของ ชาวมคธทั้งหลาย. บทว่า มหาวีรา ได้แก่ ผู้มีความเพียรใหญ่. บทว่า นียมานาน มีความว่า ครั้นเมื่อกุลบุตรทั้งหลาย อันพระ- องค์ทรงแนะนำอยู่. บทว่า นียมานาน นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ อีกนัยหนึ่ง ใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. บาทคาถาว่า กา อุสฺสูยา วิชานต มีความว่า จะต้องริษยาอะไร ด้วยเล่า เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ว่า พระตถาคตทั้งหลาย ทรงแนะนำโดยธรรม.

อรรถกถาสารีปุตตโมคคัลลานบรรพชา จบ

 ๑. ชื่อนี้ตรงกับอรรถกถาธรรมบท  แต่ในอปทานว่า  เดิมพระสารีบุตรชื่อ  สุรุจิดาบส  พระโมค-
คัลลานะเป็นพระยานาคชื่อ  อรุณ.
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 136

ต้นเหตุอุปัชฌายวัตร [๗๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายไม่มีอุปัชฌาย์ ไม่มีใคร ตักเตือนไม่มีใครพร่ำสอน ย่อมนุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควร เที่ยว บิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ย่อมน้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาต เข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควร ลิ้มบ้าง ข้างบนขอควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน ในโรงอาหารก็เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่. คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตร จึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควร เที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ได้น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของ ควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของ ควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ได้ เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ เหมือนพวกพราหมณ์ในสถานที่เลี้ยงพราหมณ์ ฉะนั้น. [๗๘] ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลาย จึง ได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่สมควรเที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลัง บริโภค ได้น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 137

แกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ได้เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ ดังนี้ แล้วกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ประชุมภิกษุสงฆ์ทรงสอบถาม [๗๙] ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะ เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลาย ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุทั้งหลาย นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาท ไม่สมควร เที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ย่อมน้อมบาตรสำหรับ เที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้าง บนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตน เองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ จริงหรือ  ? ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียน พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การ กระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มี มรรยาทไม่สมควรเที่ยวบิณฑบาต เมื่อประชาชนกำลังบริโภค ได้น้อมบาตร สำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยว บ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้าง ข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ได้เป็นผู้มีเสียงอื้ออึง มีเสียงดังอยู่ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 138

ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดย ที่แท้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความ เป็นอย่างอื่นของชนบางพวกผู้เลื่อมใสแล้ว.

ทรงอนุญาตอุปัชฌายะ [๘๐] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนก- ปริยายดังนี้แล้ว จึงตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความ สันโดษ ความกำจัด ความขัดเกลา อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่ เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา อนุญาตอุปัชฌายะ อุปัชฌายะจักตั้งจิตสนิทสนมในสัทธิวิหาริกฉันบุตร สัทธิ วิหาริกจักตั้งจิตสนิทสนมในอุปัชฌายะฉันบิดา เมื่อเป็นเช่นนี้ อุปัชฌายะและ สัทธิวิหาริกนั้น ต่างจักมีความเคารพ ยำเกรงประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ จัก ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสัทธิวิหาริกพึงถืออุปัชฌายะอย่างนี้.

วิธีถืออุปัชฌายะ สัทธิวิหาริกนั้น พึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้านั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้วกล่าวคำอย่างนี้ ๓ หน. ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌายะของข้าพเจ้า. ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌายะของข้าพเจ้า. ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌายะของข้าพเจ้า.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 139

อุปัชฌายะรับว่า ดีละ เบาใจละ ชอบแก่อุบายละ สมควรละ หรือ รับว่า จงยังความปฏิบัติให้ถึงพร้อมด้วยอาการอันน่าเลื่อมใสเถิด ดังนี้ ก็ได้. รับด้วยกาย รับด้วยวาจา รับด้วยกายด้วยวาจาก็ได้ เป็นอันสัทธิ- วิหาริก ถืออุปัชฌายะแล้ว. ไม่รับด้วยกาย ไม่รับด้วยวาจา ไม่รับด้วยทั้งกายและวาจา ไม่เป็น อันสัทธิวิหาริกถืออุปัชฌายะ.

อุปัชฌายะวัตร [๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกพึงประพฤติชอบในอุปัชฌายะ วิธีประพฤติชอบในอุปัชฌายะนั้น มีดังต่อไปนี้:- สัทธิวิหาริกพึงลุกแต่เช้าตรู่ ถอดรองเท้า ห่มผ้าเฉวียงบ่า แล้วถวาย ไม้ชำระฟัน ถวายน้ำล้างหน้า ปูอาสนะไว้. ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะแล้วน้อมยาคูเข้าไปถวาย เมื่ออุปัชฌายะดื่ม ยาคู แล้วพึงถวายน้ำ รับภาชนะมาถือต่ำ ๆ อย่าให้กระทบกัน ล้างให้สะอาด แล้วเก็บไว้ เมื่ออุปัชฌายะลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ. ถ้าที่นั้นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย. ถ้าอุปัชฌายะประสงค์จะเข้าบ้าน พึงถวายผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงถวายประคดเอว พึงพับผ้าสังฆาฏิเป็นชั้นถวาย พึงล้างบาตรแล้ว ถวายพร้อม ทั้งน้ำด้วย. ถ้าอุปัชฌายะปรารถนาจะให้เป็นปัจฉาสมณะ พึงปกปิดมณฑล ๓ นุ่ง ให้เป็นปริมณฑล แล้วคาดประคตเอว ห่มสังฆาฏิ ทำเป็นชั้น กลัดดุม ล้างบาตรแล้ว ถือไป เป็นปัจฉาสมณะของอุปัชฌายะ ไม่พึงเดินให้ห่างนัก ไม่พึงเดินให้ชิดนัก พึงรับวัตถุที่เนื่องในบาตร

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 140

เมื่ออุปัชฌายะกำลังพูด ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง อุปัชฌายะกล่าว ถ้อยคำใกล้ต่ออาบัติ พึงห้ามเสีย. เมื่อกลับ พึงมาก่อน แล้วปูอาสนะที่นั่งฉันไว้ พึงเตรียมน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงลุกขึ้นรับบาตรและจีวร พึงถวายผ้านุ่ง ผลัด พึงรับผ้านุ่งมา. ถ้าจีวรชุ่มเหงื่อพึงผึ่งแดดไว้ครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด. พึงพับจีวร เมื่อพับจีวร พึงพับให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจมิ ให้มีรอยพับตรงกลาง พึงทำประคตเอวไว้ในขนดอันตรวาสก. ถ้าบิณฑบาตมี และอุปัชฌายะประสงค์จะฉัน พึงถวายน้ำ แล้วน้อม บิณฑบาตเข้าไปถวาย พึงถามอุปัชฌายะด้วยน้ำฉัน เมื่ออุปัชฌายะฉันแล้ว พึงถวายน้ำ รับบาตรมาถือต่ำ ๆ อย่าให้กระทบ ล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แล้ว ผึ่งไว้ที่แดดครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด. พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือ ข้างหนึ่งลูบคลำใต้เตียงหรือใต้ตั่ง แล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึ่งเก็บบาตรไว้บน พื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง. เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวรหรือ สายระเดียง แล้วทำชายไว้ข้างนอก ทำขนดไว้ข้างใน แล้วจึงเก็บจีวร. เมื่ออุปัชฌายะลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ถ้าที่นั่นรก พึงกวาดที่นั้นเสีย. ถ้าอุปัชฌายะใคร่จะสรงน้ำ พึ่งจัดน้ำสรงถวาย ถ้าต้องการน้ำเย็น พึงจัดน้ำเย็นถวาย ถ้าต้องการน้ำร้อน พึงจัดน้ำร้อนถวาย.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 141

ถ้าอุปัชฌายะประสงค์จะเข้าเรือนไฟ พึงบดจุณ แช่ดิน ถือตั่งสำหรับ เรือนไฟแล้วเดินตามหลังอุปัชฌายะไป ถวายตั่งสำหรับเรือนไฟแล้ว รับจีวร มาวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พึงถวายจุณถวายดิน. ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงเข้าเรือนไฟ เมื่อเข้าเรือนไฟพึงเอาดินทาหน้า ปิด ทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลัง แล้วเข้าเรือนไฟ ไม่พึงนั่งเบียดภิกขุผู้เถระ ไม่พึงห้าม กันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทำบริกรรม แก่อุปัชฌายะในเรือนไฟ. เมื่อออกจากเรือนไฟ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วปิดทั้งข้างหน้า ทั้งข้างหลังออกจากเรือนไฟ. พึงทำบริกรรมแก่อุปัชฌายะแม้ในน้ำ อาบเสร็จแล้ว พึงขึ้นมาก่อน ทำตัวของตนให้แห้งน้ำ นุ่งผ้าแล้ว พึงเช็ดน้ำจากตัวของอุปัชฌายะ พึงถวาย ผ้านุ่งพึงถวายผ้าสังฆาฏิ ถือตั่งสำหรับเรือนไฟมาก่อน แล้วปูอาสนะไว้ เตรียม น้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงถามอุปัชฌายะด้วยน้ำฉัน. ถ้าประสงค์จะเรียนบาลี พึงขอให้อุปัชฌายะแสดงบาลีขึ้น. ถ้าประสงค์จะสอบถามอรรถกถา พึงสอบถาม. อุปัชฌายะอยู่ในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึง ปัดกวาดเสีย เมื่อปัดกวาดวิหาร พึงขนบาตรจีวรออกก่อน แล้ววางไว้ ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง พึงขนผ้าปูนั่ง และผ้าปูนอน ฟูกหมอนออกวางไว้ ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง. เตียงตั่ง สัทธิวิหาริกพึงยกต่ำ ๆ อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทก บานและกรอบประตู ขนออกให้เรียบร้อย แล้วตั้งไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เขียงรองเตียง กระโถน พนักอิง พึงขนออกตั้งไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เครื่องปูพื้น พึงสังเกตที่ปูไว้เดิม แล้วขนออกวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 142

ถ้าในวิหารมีหยากเยื่อ พึงกวาดแต่เพดานลงมาก่อน กรอบหน้าต่าง และมุมห้องพึงเช็ดเสีย ถ้าฝาเขาบริกรรมด้วยน้ำมัน หรือพื้นเขาทาสีดำขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ำบิดแล้วเช็ดเสีย ถ้าพื้นเขามิได้ทำ พึงเอาน้ำประพรมแล้วเช็ด เสีย ระวังอย่าให้วิหารฟุ้งด้วยธุลี พึงกวาดหยากเยื่อทั้งเสีย ณ ที่ควรส่วนข้าง หนึ่ง. เครื่องลาดพื้น พึงผึ่งแดด ชำระ เคาะปัด แล้วขนกลับปูไว้ตามเดิม เขียงรองเตียง พึงผึ่งแดดขัดเช็ดแล้วขนกลับตั้งไว้ที่เดิม เตียงตั่ง พึงผึ่งแดด ขัดสี เคาะเสีย ยกต่ำ ๆ อย่าให้ครูดสี กระทบกระแทกบานและกรอบประตู ขนกลับไปให้ดี ๆ แล้วทั้งไว้ตามเติม ฟูก หมอน ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน พึงผึ่งแดด ทำให้สะอาด ตบเสีย แล้วนำกลับวางปูไว้ตามเดิม กระโถน พนักอิง พึง ผึ่งแดดเช็ดถูเสียแล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม. พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือ ข้างหนึ่งลูบคลำใต้เตียงหรือใต้ตั่งแล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตรบนพื้นที่ ไม่มีสิ่งใดรอง. เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวรหรือ สายระเดียง แล้วทำชายไว้ข้างนอก ทำขนดไว้ข้างใน แล้วเก็บจีวร. ถ้าลมเจือด้วยผงคลีพัดมาแต่ทิศตะวันออก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวัน- ออก ถ้าพัดมาแต่ทิศตะวันตก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้าพัดมาแต่ ทิศเหนือ พึงปิดหน้าต่างด้านเหนือ ถ้าพัดมาแต่ทิศใต้ พึงปิดหน้าต่างด้านใต้ ถ้าฤดูหนาว พึงเปิดหน้าต่างกลางวัน กลางคืนพึงปิด ถ้าฤดูร้อน พึงปิดหน้า ต่างกลางวัน กลางคืนพึงเปิด.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 143

ถ้าบริเวณ ซุ้มน้ำ โรงฉัน โรงไฟ วัจจกุฎี รก พึงปัดกวาดเสีย ถ้า น้ำฉันน้ำใช้ไม่มี พึงจัดตั้งไว้ ถ้าน้ำในหม้อชำระไม่มี พึงตักน้ำมาไว้ในหม้อ ชำระ. ถ้าความกระสันบังเกิดแก่อุปัชฌายะ สัทธิวิหาริกพึงช่วยระงับ หรือ พึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือพึงทำธรรมกถาแก่อุปัชฌายะนั้น ถ้าความ รำคาญบังเกิดแก่อุปัชฌายะ สัทธิวิหาริกพึงช่วยบรรเทา หรือพึงวานภิกษุอื่น ให้ช่วยบรรเทา หรือพึงทำธรรมกถาแก่อุปัชฌายะนั้น ถ้าความเห็นผิดบังเกิด แก่อุปัชฌายะ สัทธิวิหาริกพึงให้สละเสีย หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วย หรือพึง ทำธรรมกถาแก่อุปัชฌายะนั้น ถ้าอุปัชฌายะต้องอาบัติหนักควรปริวาส สัทธิ- วิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้ปริวาสแก่ อุปัชฌายะ ถ้าอุปัชฌายะควรชักเข้าหาอาบัติเดิม สัทธิวิหาริกพึงทำความขวน ขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงชักอุปัชฌายะเข้าหาอาบัติเดิม ถ้า อุปัชฌายะควรมานัต สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไร หนอ สงฆ์พึงให้มานัตแก่อุปัชฌายะ ถ้าอุปัชฌายะควรอัพภาน สัทธิวิหาริก พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงอัพภานอุปัชฌายะ. ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะทำกรรมแก่อุปัชฌายะ คือ ตัชชนียกรรม นิยส- กรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม สัทธิวิหาริก พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์ไม่พึงทำกรรมแก่อุปัชฌายะ หรือสงฆ์พึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา หรืออุปัชฌายะนั้นถูกสงฆ์ลงตัชชนีย- กรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม แล้ว สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ อุปัชฌายะ พึงประพฤติชอบ พึงหายเย่อหยิ่ง พึงประพฤติแก้ตัว สงฆ์พึงระงับกรรมนั้น เสีย.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 144

ถ้าจีวรของอุปัชฌายะจะต้องซัก สัทธิวิหาริกพึงซัก หรือพึงทำความ ขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงซักจีวรของอุปัชฌายะ ถ้า จีวรของอุปัชฌายะจะต้องทำ สัทธิวิหาริกพึงทำ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงทำจีวรของอุปัชฌายะ ถ้าน้ำย้อมของ อุปัชฌายะจะต้องต้ม สัทธิวิหาริกพึงต้ม หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วย อุบายอย่างไรหนอ. ใคร ๆ พึงต้มน้ำย้อมของอุปัชฌายะ ถ้าจีวรของอุปัชฌายะ จะต้องย้อม สัทธิวิหาริกพึงย้อม หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไร หนอ ใคร ๆ พึงย้อมจีวรของอุปัชฌายะ เมื่อย้อมจีวร พึงย้อมพลิกกลับไปกลับ มาให้ดี ๆ เมื่อหยดน้ำย้อมยังหยดไม่ขาดสาย ไม่พึงหลีกไปเสีย. สัทธิวิหาริกไม่บอกอุปัชฌายะก่อน ไม่พึงให้บาตรแก่ภิกษุบางรูป ไม่ พึงรับบาตรของภิกษุบางรูป ไม่พึงให้จีวรแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงรับจีวรของ ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้บริขารแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงรับบริขารของภิกษุบางรูป ไม่พึงปลงผมให้ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปปลงผมให้ ไม่พึงทำบริกรรม ไม่พึงให้ภิกษุบางรูป ทำบริกรรมให้ ไม่พึงทำความขวนขวายแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงสั่งให้ภิกษุบางรูปทำความขวนขวาย ไม่พึงเป็นปัจฉาสมณะของภิกษุ บางรูป ไม่พึงพาภิกษุบางรูปไปเป็นปัจฉาสมณะ ไม่พึงนำบิณฑบาตไปให้ ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปนำบิณฑบาตมาให้ ไม่ลาอุปัชฌายะก่อน ไม่พึงเข้าบ้าน ไม่พึงไปป่าช้า ไม่พึงหลีกไปสู่ทิศ ถ้าอุปัชฌายะอาพาธ พึง พยาบาลจนตลอดชีวิต พึงรอจนกว่าจะหาย.

อุปัชฌาวัตร จบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 145

อรรถกถาอุปัชณายวัตตกถา บทว่า อนุปชฺฌายกา มีความว่า เว้น จากครูผู้คอยสอดส่องโทษน้อย โทษใหญ่. บทว่า อนากปฺปสมฺปนฺนา ได้แก่ ผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยมารยาท. อธิบายว่า ปราศจากมารยาทซึ่งสมควรแก่สมณะ. บทว่า อุปริโภชเน ได้แก่ เบื้องบนแห่งโภชนะ. บทว่า อุตฺติฏฺปตฺต ได้แก่ บาตรสำหรับเที่ยวไปเพื่อบิณฑะ จริง อยู่ มนุษย์ทั้งหลายมีความสำคัญในบาตรนั้นว่าเป็นแดน เพาะเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า อุตฺติฏฺปตฺต อีกอย่างหนึ่ง ผู้ศึกษาพึงเห็นความในบทว่า อุตฺติฏฺปตฺต นี้อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายยืนขึ้นน้อมบาตรเข้าไป. ข้อว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว อุปชฺฌาย มีความว่า เราอนุญาต บัดนี้ เพื่อให้ภิกษุถืออุปัชฌาย์. สองบทว่า ปุตฺตจิตฺต อุปฏฺเปสฺสติ มีความว่า พระอุปัชฌาย์จัก เข้าไปตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจความรักฉันบิดากับบุตรอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นบุตรของ เรา แม้ในบทที่สองก็นัยนี้. สองบทว่า สคาวา สปฺปติสฺสา มีความว่า อุปัชฌาย์กับสัทธิ- วิหาริก จักเข้าไปตั้งความเป็นผู้หนัก และความเป็นผู้ใหญ่ กะกันและกัน. บทว่า สภาควุตฺติกา ได้แก่ มีความเป็นอยู่ถูกส่วนกัน. ๕ บท มีบทว่า สาหูติ วา เป็นต้น เป็นไวพจน์แห่งคำรับเป็น อุปัชฌาย์.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 146

สองบทว่า กาเยน วุณฺาเปติ มีความว่า เมื่อสัทธิวิหาริกกล่าว ๓ ครั้งว่า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌาย์ของผมเถิดขอรับ. อย่างนั้นแล้ว ถ้าพระ- อุปัชฌาย์รับรองการถืออุปัชฌาย์ว่า อุปัชฌาย์อันท่านถือแล้ว ดังนี้ ด้วยกาย หรือวาจา หรือทั้งกายวาจา ด้วยอำนาจแห่งบท ๆ หนึ่ง ใน ๕ บทมี สาหุ เป็นต้น อุปัชฌาย์เป็นอันสัทธิวิหาริกถือแล้ว. จริงอยู่ การใช้วาจาประกาศหรือการใช้กายเคลื่อนไหวให้ทราบเนื้อ ความ แห่งบทใดบทหนึ่ง ใน ๕ บทนี้ ของพระอุปัชฌาย์ นี้แลเป็นการถือ อุปัชฌาย์ ในข้อว่า พึงถืออุปัชฌาย์ นี้. ฝ่ายพระเกจิอาจารย์ กล่าวหมายเอาคำ รับว่า สาธุ คำของพระเกจิอาจารย์นั้น ไม่เป็นประมาณ. เพราะว่าอุปัชฌาย์ ย่อมเป็นอันสิทธิวิหาริกถือแล้ว ด้วยเหตุมาตรว่าคำขอและคำให้ คำรับไม่นับ ว่าเป็นองค์ในการถืออุปัชฌาย์นี้. ฝ่ายสัทธิวิหาริกจะควรทราบแต่เพียงว่า อุปัชฌาย์เป็นอันเราถือแล้วด้วยบทนี้. หามิได้ ควรทราบความข้อนี้ด้วยคำว่า บัดนี้มีวันนี้เป็นต้น พระเถระเป็นภาระของเรา ถึงเราก็เป็นภาระของพระเถระ. ข้อว่า ตตฺราย สมฺมาวตฺตนา มีความว่า คำใด ซึ่งเรากล่าวแล้วว่า พึงประพฤติชอบ, ความประพฤติชอบในคำนั้น ดังนี้. หลายบทว่า กาลสฺเสว อุฏฺาย อุปหนา โอมุญฺจิตฺวา มีความ ว่า ถ้ารองเท้าของสัทธิวิหาริกนั้น อันเธอสวมอยู่ คือ เป็นของที่อยู่ในเท้า เพื่อประโยชน์แก่การจงกรมในเวลาใกล้รุ่ง หรือเพื่อประโยชน์แก่การรักษาเท้า ซึ่งล้างแล้ว. พึงลุกขึ้นแต่เข้าตรู่ ถอดรองเท้าเหล่านั้นเสีย. ข้อว่า ทนฺตฏฺ ทาตพฺพ มีความว่า พึงน้อมถวายไม้สีฟัน ๓ ขนาด คือขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก จาก ๓ ขนาดนั้น ท่านถือเอา

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 147

ขนาดใดครบ ๓ วัน ตั้งแต่วันที่ ๔ ไป พึงถวายขนาดนั้นเท่านั้น ถ้าว่าท่าน ถือเอาตามมีตามได้ ไม่มีกำหนดลงไป ต่อไปได้ชนิดใด พึงถวายชนิดนั้น. ข้อว่า มุโขทก ทาตพฺพ มีความว่า พึงนำเข้าไปทั้งน้ำเย็นและ น้ำร้อน ท่านใช้อย่างใดจากน้ำ ๒ อย่างนั้น ครบ ๓ วัน ตั้งแต่วันที่ ๔ ไป พึงถวายน้ำล้างหน้าชนิดนั้นเท่านั้น ถ้าว่าท่านใช้ตามมีตามได้ไม่กำหนดลงไป ต่อไปได้ชนิดใดพึงถวายชนิดนั้น. ถ้าว่าท่านใช้ทั้ง ๒ อย่าง พึงนำเข้าไปถวาย ทั้ง ๒ อย่าง. พึงตั้งน้ำไว้ในที่ล้างหน้าแล้ว พึงกวาดตั้งแต่เว็จกุฏีมา เมื่อพระ- เถระไปเว็จกุฎี พึงกวาดบริเวณ. ด้วยประการอย่างนี้ บริเวณเป็นอันไม่ว่า. พึงแต่งทั้งอาสนะไว้ แต่เมื่อพระเถระยังไม่ออกจากเว็จกุฎีทีเดียว เมื่อท่านทำ สรีรกิจเสร็จแล้วมานั่งบนอาสนะนั้น พึงทำวัตรตามที่กล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า ถ้าข้าวต้มมี พึงถวาย. บทว่า อุกฺกลาโป มีความว่า เกลื่อนกล่นด้วยหยากเยื่อบางอย่าง แต่ถ้าไม่มีหยากเยื่ออื่น มีแต่น้ำหยด ประเทศนั้นควรเช็ดแม้ด้วยมือ. สองบทว่า สคุณ กตฺวา มีความว่า พึงซ้อนจีวร ๒ ผืนเข้าด้วยกัน แล้ว ถวายสังฆาฏิทั้ง ๒ ผืนที่ซ้อนแล้วนั้น. จริงอยู่ จีวรทั้งหมด เรียกว่า สังฆาฏิ เพราะซ้อนกันไว้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พึงถวายสังฆาฎิทั้งหลาย. ในข้อว่า นาติทูเร คนฺตพฺพ นาจฺจาสนฺเน นี้ มีวินิจฉัยว่า ถ้า ด้วยย่างเท้าเพียงก้าวเดียวหรือ ๒ ก้าว จะไปถึงอุปัชฌาย์ ซึ่งเหลียวมามอง ด้วยระยะเพียงเท่านี้ พึงทราบว่า เป็นผู้เดินไม่ห่างนัก ไม่ชิดกัน. ข้อว่า ปตฺตปริยาปนฺน ปฏิคฺคเหตพฺพ มีความว่า ถ้าอุปัชฌาย์ ได้ข้าวต้มหรือข้าวสวยในที่ภิกษาจารแล้ว บาตรร้อนหรือหนัก พึงถวายบาตร ของตนแก่ท่าน รับบาตรนั้นมา.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 148

ข้อว่า น อุปชฺฌายสฺส ภณมานสฺส อนฺตรนฺตรา กถา โอปา- เตตพฺพา มีความว่า เมื่ออุปัชฌาย์กำลังนั่งพูดอยู่ในละแวกบ้านหรือในที่อื่น เมื่อคำของท่านยังไม่จบ ไม่ควรพูดสอดเรื่องอื่นขึ้น. ก็แลตั้งแต่นี้ไป ในที่ใด ๆ ท่านทำการห้ามไว้ด้วย น อักษร ที่แปล ว่า ไม่ หรือ อย่า ในที่นั้น ทุกแห่งพึงทราบว่า เป็นอาบัติทุกกฏ. จริงอยู่ ข้อ นี้เป็นธรรมดาในขันธกะ. ข้อว่า อาปตฺติสามนฺตา ภณมาโน มีความว่า เมื่ออุปัชฌาย์ กล่าววาจาใกล้ต่ออาบัติ ด้วยอำนาจปทโสธัมมสิกขาบท และทุฏฐุลลสิกขาบท เป็นต้น. บทว่า นิวาเรตพฺโพ ความว่า พึงห้ามเป็นเชิงถามอย่างนี้ว่า พูด เช่นนี้ควรหรือขอรับ ไม่เป็นอาบัติหรือ ? แต่ตั้งใจว่าจักห้ามแล้ว ก็ไม่ควร พูดกะท่านว่า ท่านผู้ใหญ่อย่าพูดอย่างนั้น ข้อว่า ปมตร อาคนฺตวา มีความว่า ถ้าบ้านอยู่ใกล้หรือในวิหารมี ภิกษุไข้ พึงกลับจากบ้านเสียก่อน. ถ้าบ้านอยู่ ไกลไม่มีใครมากับอุปัชฌาย์ ควร ออกจากบ้านพร้อมกับท่านนั่นแล แล้วเอาจีวรห่อบาตรสะพายรีบมาก่อนแต่ กลางทาง เมื่อกลับอย่างนี้ มาถึงก่อนแล้วพึงทำวัตรทุกอย่างมีปูอาสนะเป็นต้น สองบทว่า สินฺน โหติ มีความว่า เป็นของชุ่ม คือเปียกเหงื่อ ข้อว่า จตุรงฺคุล กณฺณ อุสฺสาเทตฺวา มีความว่า พึงเหลื่อมมุม ให้เกินกันประมาณ ๔ นิ้ว ต้องพับจีวรอย่างนี้ เพราะเหตุไร ? เพราะตั้งใจ จะมิให้หักตรงกลาง จริงอยู่ จีวรที่พับให้มุมสมอกันย่อมหักตรงกลาง. จีวร ที่ชอกช้ำเป็นนิตย์เพราะพับดังนั้น ย่อมชำรุด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสข้อนี้ ก็เพื่อป้องกันความชำรุดนั้น. เพราะเหตุนั้น ในวันพรุ่งจีวรจะไม่ชอกช้ำเฉพาะ ตรงที่หักในวันนี้ ด้วยวิธีใด พึงพับให้เหลื่อมกันวันละ ๔ นิ้วด้วยวิธีนั้น.

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 149

ข้อว่า โอโภเค กายพนฺธน กาตพฺพ มีความว่า พึงพับประคด- เอว สอดเก็บไว้ในขนดจีวร. ข้อว่า สเจ ปิณฺฑปาโต โหติ นี้ มีวินิจฉัยว่า อุปัชฌาย์ใด ฉันใน บ้านนั่นเอง หรือในละแวกบ้าน หรือในหอฉัน แล้วจึงมา หรือไม่ได้บิณฑะ. บิณฑบาตของอุปัชฌาย์นั้น ชื่อว่าไม่มี แต่ของอุปัชฌาย์ผู้ไม่ได้ฉันในบ้าน หรือผู้ได้ภิกษา ชื่อว่ามี. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำเป็นต้น ว่า ถ้าบิณฑบาต มี ถ้าแม้บิณฑบาตของท่านไม่มี และท่านใคร่จะฉัน พึงถวายน้ำแล้ว น้อม ถวายบิณฑบาตแม้ที่ตนได้แล้ว. ข้อว่า ปานีเยน ปุจฺฉิตพฺโพ มีความว่า พึงถามอุปัชฌาย์ซึ่งกำลัง ฉัน ถึงน้ำฉัน ๓ ครั้งว่า ผมจะนำน้ำฉันมาได้หรือยังขอรับ. ถ้าเวลาพอ เมื่ออุปัชฌาย์ฉันเสร็จแล้ว ตนเองจึงค่อยฉัน. ถ้าเวลาจวนหมด พึงตั้งน้ำฉัน ไว้ในที่ใกล้อุปัชฌาย์แล้วตนเองพึงฉันบ้าง. ข้อว่า อนนฺตรหิตาย มีความว่า ไม่ควรวางบาตรบนพื้นซึ่งเจือ ด้วยฝุ่นและกรวด ไม่ได้ปูลาดด้วยบรรดาเครื่องปูลาดมีเสื่ออ่อน และท่อน หนังเป็นต้น ชนิดใดชนิดหนึ่ง. แต่ถ้าฟันเป็นที่อันเขาลงรัก หรือโบกปูน หรือไม่มีละอองและดิน จะวางบนพื้นเห็นปานนั้นควรอยู่. จะวางแม้บนทราย ที่สะอาดก็ควร. จะวางบนดินร่วนฝุ่นและกรวดเป็นต้นไม่ควร. แต่พึงวางใบไม้ หรือเชิงบาตรบนสิ่งเหล่านั้นแล้ว เก็บบาตรบนใบไม้หรือเชิงบาตรนั้นเถิด. คำว่า เอาชายไว้ข้างนอกเอาขนดไว้ข้างใน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ไว้ เพื่อให้สอดมือไปใต้ราวจีวรเป็นต้นแล้ว ค่อย ๆ พาดด้วยมือซึ่งอยู่ตรง

 ๑.  ปาะในอรรถกถาว่า  กาฬวณฺณกตา  ทำแล้วให้มีสีดำ.
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 150

หน้า. ก็เมื่อจับ ๒ ชายเอาขนดพาดขึ้นไปบนราวจีวรเป็นต้น ขนดย่อมกระทบ ฝา เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรทำอย่างนั้น. ข้อว่า จุณฺณ สนฺเนตพฺพ มีความว่า จุณสำหรับอาบน้ำ พึงให้ ชุ่มด้วยน้ำแล้วปั้นแท่งไว้. ข้อว่า เอกมนฺต นิกฺขิปิตพฺพ มีความว่า จีวรพึงวางเฉพาะในที่ ซึ่งไม่มีควันไฟแห่งหนึ่ง. กิจทั้งปวง มีให้ถ่านไฟ ดินและน้ำร้อนเป็นต้น ชื่อบริกรรมในเรือนไฟ. ข้อว่า อุทเกปิ ปริกมฺม ได้แก่กิจทุกอย่างมีถูตัวเป็นต้น. ข้อว่า ปานีเยน ปุจฺฉิตพฺโพ มีความว่า ความกระหายย่อมมี เพราะความร้อนอบอ้าวในเรือนไฟ เพราะฉะนั้น จึงควรถามท่านถึงน้ำฉัน. ข้อว่า สเจ อุสฺสหติ มีความว่า ถ้าสัทธิวิหาริกยังสามารถคือ เป็นผู้ไม่ถูกความเจ็บไข้บางอย่างครอบงำ. จริงอยู่ สัทธิวิหาริกผู้ไม่เจ็บไข้แม้ พรรษา ๖๐ ก็ควรทำอุปัชฌายวัตรทุกอย่าง เมื่อไม่ทำ ด้วยไม่เอื้อเฟื้อต้อง ทุกกฏ เพราะวัตตเภท, และเมื่อสัทธิวิหาริกผู้เป็นไข้ไปทำการที่ทรงห้าม ใน บททั้งหลายที่มีอักษรว่า ไม่ กำกับอยู่ ก็เป็นทุกกฏเหมือนกัน. บทว่า อปริฆสนฺเตน มีความว่า อย่าลากไปบนพื้น. บทว่า กวาฏปิฏฺ มีความว่า อย่าให้กระทบกระทั่งบานประตู และ กรอบประตู. บทว่า สนฺตานก ได้แก่ รังตักแตนและใยแมลงมุมเป็นต้น อย่างใด อย่างหนึ่ง. ข้อว่า อุลฺโลกา ปม โอหาเรตพฺพ มีความว่า พึงกวาดแต่ เพดานลงมาก่อน คือ ลงมือกวาดเพดานเป็นต้นลงมา.

ไม่มีความคิดเห็น:

อนุทินศัพท์ และบันทึกการค้นหา