ชื่อเล่ม-หน้าที่

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2520

เล่มที่ 4 หน้าที่ 51 ถึง 100

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 51

พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโคตมโคตร.. . โมคคัลลานโคตร... กัจจายนโคตร ...วาเสฏฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นช่างไม้. . .คนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นคนทำงานไถนา. . . เป็นคนทำงาน ค้าขาย . . . เป็นคนทำงานเลี้ยงโค . . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างจักสาน. . .มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก . . . ต้อง อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่. . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างนับ .. . มีวิชาการช่างคำนวณ . . . มีวิชาการช่างเขียน. . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเรื้อน. . . โรคฝี. . . โรคกลาก . .. โรคมองคร่อ .. . โรคลมบ้าหมู . ..ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 52

พูดเปรยกระทบอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ สูงเกินไป. . . ต่ำเกินไป . . . ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นคนไม่สูงนัก. . .ไม่ต่ำนัก . ..ไม่ดำนัก ...ไม่ขาวนัก. . .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี ...ถูก โมหะครอบงำ ...ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ปราศจากราคะ . . .ปราศจากโทสะ . . ปราศจากโมหะ ...ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ต้องอาบัติปาราชิก .. .อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย ...อาบัติปาจิตตีย์ . ..อาบัติปาฎิเทสนียะ . ..อาบัติทุกกฏ . . .อาบัติทุพภาสิต .. .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 53

พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ถึงโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีความประพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . .โค . . . ลา . . .สัตว์ดิรัจฉาน . . .สัตว์นรก สุคติของภิกษุพวกนั้น ไม่มี ภิกษุ พวกนั้นต้องหวังได้แต่ทุคติ . . .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นบัณฑิต . . . เป็นคนฉลาด . . .มีปัญญา . . . พหูสูต . . . ธรรมกถึก ทุคติของภิกษุพวกนั้น ไม่มี ภิกษุพวกนั้นต้องหวัง ได้แต่สุคติ . .. ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา [๒๔๒] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนั้น คือกล่าวว่า พวกเราไม่ใช่ชาติ คนจัณฑาล ...ไม่ใช่ชาติคนจักสาน . . .ไม่ใช่ชาติทราม ...ไม่ใช่ชาติคน ช่างหนัง . ..ไม่ใช่ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่ชาติกษัตริย์ . ..ไม่ใช่ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 54

พูดเปรยกระทบชื่อทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ชื่ออวกัณณกะ .. .ไม่ใช่ชื่อชวกัณณกะ ...ไม่ใช่ ชื่อธนิฏฐกะ ... ไม่ใช่ชื่อสวิฎฐกะ .. .ไม่ใช่ชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ชื่อพุทธรักขิต . . .ไม่ใช่ชื่อธัมมรักขิต ...ไม่ใช่ ชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่โกสิยโคตร . . .ไม่ใช่ภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่โคตมโคตร . . .ไม่ใช่โมคคัลลานโคตร . . .ไม่ใช่ กัจจายนโคตร . . .ไม่ใช่วาเสฎฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่ช่างไม้ . .. ไม่ใช่คนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่คนทำงานไถนา . . .ไม่ใช่คนทำงานค้าขาย .. .ไม่ใช่ คนทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 55

พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างจักสาน . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างหม้อ ...ไม่ใช่มีวิชาการช่างหูก . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหนัง . . .ไม่ใช่มีวิชาการ ช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างนับ . . . ไม่ใช่มีวีชาการช่างคำนวณ... ไม่ใช่มีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเรื้อน . . . ไม่ใช่เป็นโรคฝี . . .ไม่ใช่เป็น โรคกลาก .. .ไม่ใช่เป็นโรคมองคร่อ . . .ไม่ใช่เป็นโรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่สูงเกินไป . ..ไม่ใช่ต่ำเกินไป .. .ไม่ใช่ดำเกินไป . . .ไม่ใช่ขาวเกินไป ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ไม่สูงนัก . . .ไม่ใช่ไม่ต่ำนัก . ..ไม่ใช่ไม่ดำนัก . . . ไม่ใช่ไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 56

พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ไม่ใช่ถูกโทสะย่ำยี . . .ไม่ใช่ ถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ปราศจากราคะ . . . ไม่ใช่ปราศจากโทสะ . . . ไม่ใช่ ปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . . อาบัติถุลลัจจัย . . .อาบัติปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฏิเทสนียะ . . . อาบัติทุกกฏ ...อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษ ์ ว่าไม่ใช้พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ถึงโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่มีความประพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . .โค . .. ลา . .. สัตว์ดิรัจฉาน . . . สัตว์นรก สุคติของพวกเราไม่มี พวกเราต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นบัณฑิต . . .ไม่ใช่คนฉลาด . . . ไม่ใช่คนมี ปัญญา .. .ไม่ใช่พหูสูต . . . ไม่ใช่ธรรมกถึก ทุคติของพวกเราไม่มี พวกเรา ต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 57

อุปสัมบันด่าอนุปสัมบัน พูดกดกระทบชาติ [๒๔๓] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติ ทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชาติคนจัณฑาล . . .ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน . . . ชาติคนช่างหนัง . . .ชาติคนเทดอกไม้ ว่าเป็นชาติคนจัณฑาล ว่าเป็น ชาติคนจักสาน ว่าเป็นชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคน เทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดให้เลวกระทบชาติ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันชาติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ ชาติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชาติกษัตริย์ . . .ชาติพราหมณ์ ว่าเป็นชาติ คนจัณฑาล ว่าเป็นชาติคนจักสาน ว่าเป็นชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดประชดกระทบชาติ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติ อุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชาติคนจัณฑาล. . . ชาติคนจักสาน. . .ชาติพราน . . .ชาติคนช่างหนัง . . . ชาติคนเทดอกไม้ ว่าเป็นชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติ - พราหมณ์ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 58

พูดยกยอกระทบชาติ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันชาติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ ชาติอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชาติกษัตริย์ ...ชาติพราหมณ์ ว่าเป็น ชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆ คำพูด. พูดกดกระทบชื่อ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่อ ทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ... ชื่อชวกัณณกะ...ชื่อธนิฏฐกะ ...ชื่อสวิฏฐกะ ...ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่านอวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่าท่านธนิฏฐกะ ว่าท่านสวิฏฐกะ ว่าท่านกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดให้เลวกระทบชื่อ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีชื่ออุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่อ ทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต . . .ชื่อธัมมรักขิต ...ชื่อสังฆรักขิต ว่าท่านอวกัณณะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่าท่านธนิฎฐกะ ว่าท่านสวิฎฐกะ ว่า ท่านกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดประชดกระทบชื่อ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่อ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 59

อุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ...ชื่อชวกัณณกะ...ชื่อธนิฏฐกะ . . . ชื่อสวิฏฐกะ . ..ชี่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่านพุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่า ท่านสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดยกยอกระทบชื่อ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีชื่ออุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่อ อุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต ... ชื่อธัมมรักขิต ...ชื่อสังรักขิต ว่าท่านพุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่าท่านสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดกระทบโคตร อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบ โคตรทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันโกสิยโคตร . . .ภารทวาชโคตร ว่าท่าน โกสิยโคตร ว่าท่านภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดให้เลวกระทบโคตร อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโคตรอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ โคตรทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันโคตมโคตร . . . โมคคัลลานโคตร. . . กัจจายนโคตร . . . วาเสฎฐโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร ว่าท่านภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 60

พูดประชดกระทบโคตร อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบ โคตรอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุสัมบันโกสิยโคตร . . .ภารทวาชโคตร ว่าท่าน โคตมโคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่านกัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฎฐ- โคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดยกยอกระทบโคตร อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโคตรอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบ โคตรอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันโคตมโคตร . . .โมคคัลลานโคตร . . . กัจจายนโคตร . . วาเสฏฐโคตร ว่าท่านโคตมโคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่านกัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฎฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดกระทบการงาน อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีการงานทราม ด้วยกล่าวกระทบ การงานทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันเป็นช่างไม้ . . .เป็นคนเทดอกไม้ ว่าท่าน เป็นช่างไม้ ว่าท่านเป็นคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 61

พูดกดให้เลวกระทบการงาน อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีการงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ การงานทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันทำงานไถนา .. .ทำงานค้าขาย . . .ทำงาน เลี้ยงโค ว่าท่านเป็นช่างไม้ ว่าท่านเป็นคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดประชดกระทบการงาน อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีการงานทราม ด้วยกล่าวกระทบ การงานอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันเป็นช่างไม้ . ..เป็นคนเทดอกไม้ ว่า ท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงานค้าขาย ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดยกยอกระทบการงาน อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีการงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ การงานอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันทำงานไถนา...ทำงานค้าขาย . . .ทำงาน เลี้ยงโค ว่าท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงานค้าขาย ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดกระทบศิลป อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างทราม ด้วยกล่าว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 62

กระทบวิชาการช่างทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างจักสาน . . .มีวิชา การช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่าง กัลบก ว่าท่านมีวิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมีวิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชา การช่างหูก ว่าท่านมีวิชาการช่างหนัง ว่าท่านมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดให้เลวกระทบศิลป อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าว กระทบวิชาการช่างทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างนับ . . .มีวิชาการ ช่างคำนวณ . . .มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่านมีวิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมี วิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก ว่าท่านมีวิชาการช่างหนัง ว่าท่าน มีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.. พูดประชดกระทบศิลป อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบ วิชาการช่างอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างจักสาน .. .มีวิชาการ ช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก ว่าท่านมีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมีวิชาการช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่าง เขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 63

พูดยกยอกระทบศิลป อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าว กระทบวิชาการช่างอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างนับ . . .มีวิชา การช่างคำนวณ.. .มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่านมีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมี วิชาการช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดกระทบโรค อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรค ทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน . . .โรคฝี...โรคกลาก . ..โรค มองคร่อ . . . โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็นโรคเรื้อน ว่าท่านเป็นโรคฝี ว่าท่าน เป็นโรคกลาก ว่าท่านเป็นโรคมองคร่อ ว่าท่านเป็นโรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดให้เลวกระทบโรค อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโรคอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบ โรคทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเบาหวาน ว่าท่านเป็นโรคเรื้อน ว่าท่านเป็นโรคฝี ว่าท่านเป็นโรคกลาก ว่าท่านเป็นโรคมองคร่อ ว่าท่านเป็น โรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 64

พูดประชดกระทบโรค อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรค อุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน . ..โรคฝี . . . โรคกลาก . .. โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดยกยอกระทบโรค อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโรคอุกฤษฦ ์ ด้วยกล่าวกระทบ โรคอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเบาหวาน ว่าท่านเป็นโรค เบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีรูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบ รูปพรรณทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้สูงเกินไป .. .ต่ำเกินไป ...ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนสูงนัก ว่าท่านเป็นคนต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนดำ นัก ว่าท่านเป็นคนขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดให้เลวกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีรูปพรรณอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 65

กระทบรูปพรรณทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ไม่สูงนัก . ..ไม่ต่ำนัก ...ไม่ ดำนัก . . .ไม่ขาวนัก ว่าท่านเป็นคนสูงนัก ว่าท่านเป็นคนต่ำนัก ว่าท่าน เป็นคนดำนัก ว่าท่านเป็นคนขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดประชดกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีรูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบ รูปพรรณอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้สูงเกินไป ... ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนไม่สูงนัก ว่าท่าเป็นคนไม่ต่ำนัก ว่าท่านเป็น คนไม่ดำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดยกยอกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีรูปพรรณอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าว กระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ไม่สูงเกินไป.. .ไม่ต่ำเกินไป . . . ไม่ดำเกินไป . . .ไม่ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนไม่สูงนัก ว่าท่านเป็นคน ไม่ต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ดำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดกระทบกิเลส อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีกิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 66

กิเลสทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ถูกราคะกลุ้มรุม ...ถูกโทสะย่ำยี ...ผู้ถูก โมหะครอบงำ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่านถูกโทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะ ครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดให้เลวกระทบกิเลส อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีกิเลสอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ กิเลสทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ปราศจากราคะ . . .ปราศจากโทสะ . . . ปราศจากโมหะ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่านถูกโทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะ ครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดประชดกระทบกิเลส อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสันบันมีกิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบ กิเลสอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ถูกโทสะย่ำยี ... ถูกโมหะครอบงำ ว่าท่านปราศจากราคะ ว่าท่านปราศจากโทสะ ว่าท่าน ปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดยกยอกระทบกิเลส อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีกิเลสอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ กิเลสอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ปราศจากราคะ. . .ปราศจากโทสะ . . . ปราศจากโมหะ ว่าท่านปราศจากราคะ ว่าท่านปราศจากโทสะ ว่าท่าน ปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 67

พูดกดกระทบอาบัติ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบ อาบัติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . .ผู้ต้องอาบัติ- สังฆาทิเสส . . . ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ . . . ผู้ต้องอาบัติ ปาฏิเทสนียะ. . . ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ ผู้ต้องอาบัติทุพภาสิต ว่าท่านต้องอาบัติ ปาราชิก ว่าท่านต้องอาบัติสังฆาทิเสส ว่าท่านต้องอาบัติถุลลัจจัย ว่าท่านต้อง อาบัติปาจิตตีย์ ว่าท่านต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ว่าท่านต้องอาบัติทุกกฏ ว่าท่าน ต้องอาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดให้เลวกระทบอาบัติ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้ถึงอาบัติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบ อาบัติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้องโสดาบัติ ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก ว่าท่านต้องอาบัติสังฆาทิเสส ว่าท่านต้องอาบัติถุลลัจจัย ว่าท่านต้องอาบัติ ปาจิตตีย์ ว่าท่านต้องอาบัติปาฎิเทสนียะ ว่าท่านต้องอาบัติทุกกฏ ว่าท่านต้อง อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดประชดกระทบอาบัติ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบ อาบัติอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้องอาบัติปาราชิก ... ผู้ต้องอาบัติ สังฆาทิเสส . . . ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ . . . ผู้ต้องอาบัติ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 68

ปาฎิเทสนียะ ... ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ ... ผู้ต้องอาบัติทุพภาสิต ว่าท่านถึง โสดาบัติ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดยกยอกระทบอาบัติ อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้ถึงอาบัติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ อาบัติอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ถึงโสดาบัติ ว่าท่านถึงโสดาบัติ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้มีความประพฤติทราม ด้วยกล่าว กระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้มีความประพฤติดังอูฐ . . .มีความ ประพฤติดังแพะ ...มีความประพฤติดังโค . . . มีความประพฤติดังลา . . .มี ความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน ...มีความประพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นอูฐ ว่าท่านเป็นแพะ ว่าท่านเป็นโค ว่าท่านเป็นลา ว่าท่านเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดกดให้เลวกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้มีความพระพฤติอุกฤษฎ์ ด้วย กล่าวกระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นบัณฑิต ...ผู้ฉลาด

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 69

. . . ผู้มีปัญญา. . . ผู้พหูสูต .... ผู้ธรรมกถึก ว่าท่านเป็นอูฐ ว่าท่านเป็นแพะ ว่าท่านเป็นโค ว่าท่านเป็นลา ว่าท่านเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดประชดกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสันบันผู้มีความประพฤติทราม ด้วยกล่าว กระทบคำด่าอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้มีความประพฤติดังอูฐ มีความ พระพฤติดังแพะ . . . มีความประพฤติดังโค . . . มีความประพฤติดังลา. . . มี ความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน . . . มีความประพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็น บัณฑิต ว่าท่านเป็นคนฉลาด ว่าท่านเป็นคนมีปัญญา ว่าท่านเป็นพหูสูต ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด พูดยกยอกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้มีความประพฤติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าว กระทบคำด่าอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นบัณฑิต . . . ผู้ฉลาด. . . ผู้มี ปัญญา. . . ผู้พหูสูต . . . ผู้ธรรมกถึก ว่าท่านเป็นบัณฑิต ว่าท่านเป็นคนฉลาด ว่าท่านเป็นคนมีปัญญา ว่าท่านเป็นพหูสูต ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของ ท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 70

พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่ามีบางพวก [๒๔๔] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุป- สันบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนั้น คือกล่าวว่า มีอนุปสัมบัน ในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติคนจัณฑาล บางพวกเป็นชาติคนจักสาน บางพวกเป็นชาติพราน บางพวกเป็นชาติคนช่างหนัง บางพวกเป็นชาติคน เทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า มีอนุปสัมบันในพระ- ธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติกษัตริย์ บางพวกเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชื่อทราม ว่ามีบางพวก อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า มีอนุปสัมบันในพระ- ธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่ออวกัณณกะ บางพวกชื่อชวกัณณกะ บางพวกชื่อ ธนิฎฐกะ บางพวกชื่อสวิฏฐกะ บางพวกชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่อพุทธรักขิต บางพวก ชื่อธัมมรักขิต บางพวกชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 71

พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโกสิยโคตร บาง พวกเป็นภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก ...มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโคตมโคตร บาง พวกเป็นโมคคัลลานโคตร บางพวกเป็นกัจจายนโคตร บางพวกเป็นวาเสฏฐ- โคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่ามีบางพวก มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานช่างไม้ บางพวก ทำงานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก ... มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานไถนา บางพวก ทำงานค้าขาย บางพวกทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่ามีบางพวก ... มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างจักสาน บางพวกมีวิชาการช่างหม้อ บางพวกมีวิชาการช่างหูก บางพวกมีวิชาการช่าง หนัง บางพวกมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 72

พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างนับ บาง พวกมีวิชาการช่างคำนวณบางพวกมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเรื้อน บางพวกเป็น โรคฝี บางพวกเป็นโรคกลาก บางพวกเป็นโรคมองคร่อ บางพวกเป็นโรค ลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกสูงเกินไป บางพวกต่ำ เกินไป บางพวกดำเกินไป บางพวกขาวเกินไป ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก .... มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกไม่สูงนัก บางพวกไม่ต่ำ นัก บางพวกไม่ดำนัก บางพวกไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 73

พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกถูกราคะกลุ้มรุม บางพวก ถูกโทสะย่ำยี บางพวกถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกปราศจากราคะ บาง พวกปราศจากโทสะ บางพวกปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสันบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องอาบัติปาราชิก บางพวกต้องอาบัติสังฆาทิเสส บางพวกต้องอาบัติถุลลัจจัย บางพวกต้องอาบัติ ปาจิตตีย์ บางพวกต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ บางพวกต้องอาบัติทุกกฏ บางพวก ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกถึงโสดาบัติ ดังนี้เป็น ต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีความประพฤติดังอูฐ บางพวกมีความประพฤติดังแพะ บางพวกมีความประพฤติดังโค บางพวกมี ความประพฤติดังลา บางพวกมีความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน บางพวกมีความ ประพฤติดังสัตว์นรก สุคติของอนุปสัมบันพวกนั้นไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้น ต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 74

พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นบัณฑิต บางพวก เป็นคนฉลาด บางพวกเป็นคนมีปัญญา บางพวกเป็นพหูสูต บางพวกเป็น ธรรมกถึก ทุคติของอนุปสัมบันพวกนั้นไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้นต้องหวังได้ แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่าพวกไรกันแน่ [๒๔๕] อนุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุป- สัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า อนุปสัมบัน จำพวกไรกันแน่ เป็นชาติคนจัณฑาล . . .ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน . . . ชาติคนช่างหนัง . . .ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นชาติกษัตริย์ ...ชาติพราหมณ์ . . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบนามทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ชื่ออวกัณณกะ ...ชื่อชวกัณณกะ . . . ชื่อธนิฏฐกะ . .. ชื่อสวิฏฐกะ. . .ชื่อกุลวัฑฒกะ . . .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบนามอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ชื่อพุทธรักขิต . . .ชื่อธัมมรักขิต . . .ชื่อสังฆรักขิต . . .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 75

พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโกสิยโคตร . . . ภารทวาชโคตร . . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโคตมโคตร . . .โมคคัลลานโคตร . . .กัจจายนโคตร . . . วาเสฏฐโคตร . . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นช่างไม้ . .. เป็นคนเทดอกไม้ . . . ต้องอาบัติทุกกฎ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นคนทำงานไถนา . . . เป็นคน ทำงานค้าขาย . . . เป็นคนทำงานเลี้ยงโค . . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการ ช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก . . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสันบันจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่าง คำนวณ. ..มีวิชาการช่างเขียน ...ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเรื้อน . . .โรคฝี . . .โรค กลาก . . .โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 76

พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเบาหวาน . . . ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ . ..สูงเกินไป ...ต่ำเกินไป ...ดำ เกินไป . . .ขาวเกินไป . . .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นคนไม่สูงนัก . . . ไม่ต่ำนัก... ไม่ดำนัก . . . ไม่ขาวนัก . ..ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี . . .ถูกโมหะครอบงำ ... ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ปราศจากราคะ . . . ปราศจากโทสะ . . .ปราศจากโมหะ .. .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ต้องอาบัติปาราชิก ... อาบัติสังฆา- ทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย . . .อาบัติปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฎิเทสนียะ. . . อาบัติทุกกฏ. . . อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ถึงโสดาบัติ .. . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 77

พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ มีความประพฤติดังอูฐ. . . แพะ . . .โค . . .ลา . . .สัตว์ดิรัจฉาน ...สัตว์นรก สุคติของอนุปสัมบันพวกนั้น ไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้นต้องหวังได้แต่ทุคติ. . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นบัณฑิต . . .เป็นคนฉลาด . . .เป็น คนมีปัญญา . . .พหูสูต ...ธรรมกถึก ทุคติของอนุปสัมบันพวกนั้นไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้นต้องหวังได้แต่สุคติ . . .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า พวกเราไม่ใช่ชาติคน จัณฑาล ...ไม่ใช่ชาติคนจักสาน .. .ไม่ใช่ชาติพราน . . .ไม่ใช่ชาติคน ช่างหนัง ...ไม่ใช่ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ชาติกษัตริย์ . . .ไม่ใช่ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชื่อทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่ชื่ออวกัณณกะ...ไม่ใช่ชื่อชวกัณณกะ . . .ไม่ใช่ ชื่อธนิฏฐกะ . . .ไม่ใช่ชื่อสวิฏฐกะ ไม่ใช่ชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 78

พูดเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ชื่อพุทธรักขิต . . .ไม่ใช่ชื่อธัมมรักขิต . . .ไม่ใช่ ชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่โกสิยโคตร . . .ไม่ใช่ภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่โคตมโคตร . . .ไม่ใช่โมคคัลลานโคตร . . . ไม่ใช่ กัจจายนโคตร . . .ไม่ใช่วาเสฏฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ช่างไม้ . ..ไม่ใช่คนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่คนทำงานไถนา .. .ไม่ใช่คนทำงานค้าขาย ...ไม่ใช่ คนทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฎ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างจักสาน . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหม้อ . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหูก . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหนัง . . .ไม่ใช่มีวิชาการ ช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 79

. . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างนับ . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างคำนวณ . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเรื้อน . . .ไม่ใช่เป็นโรคฝี . . . ไม่ใช่เป็น โรคกลาก . . .ไม่ใช่เป็นโรคมองคร่อ . . .ไม่ใช่เป็นโรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบรูปพรรณ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่สูงเกินไป . . .ไม่ใช่ต่ำเกินไป . . . ไม่ใช่ดำเกินไป . . .ไม่ใช่ขาวเกินไป ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ไม่สูงนัก . . . ไม่ใช่ไม่ต่ำนัก . . .ไม่ใช่ไม่ดำนัก . . .ไม่ใช่ไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ไม่ใช่ถูกโทสะย่ำยี . . .ไม่ใช่ ถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ปราศจากราคะ . . . ไม่ใช่ปราศจากโทสะ . . . ไม่ใช่ ปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 80

พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . .อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติ ถุลลัจจัย . ..อาบัติปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฎิเทสนียะ ...อาบัติทุกกฏ ... อาบัติ ทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ถึงโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่มีความประพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . . โค . . . ลา . . .สัตว์ดิรัจฉาน . . . สัตว์นรก สุคติของพวกเราไม่มี พวกเราต้องหวังได้แต่ ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นบัณฑิต . ..ไม่ใช่เป็นคนฉลาด . . .ไม่ใช่เป็น คนมีปัญญา .. .ไม่ใช่พหูสูต .. .ไม่ใช่ธรรมกถึก ทุคติของพวกเราไม่มี พวกเราต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. อุปสัมบันล้ออุปสัมบัน พูดล้อกดกระทบชาติ [๒๔๖] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท อุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะ อุปสัมบันชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติทราม คือพูดกะอุปสันบันชาติคน จัณฑาล . . . ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน . . .ชาติคนช่างหนัง . . .ชาติคน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 81

เทดอกไม้ ว่าเป็นชาติคนจัณฑาล ว่าเป็นชาติคนจักสาน ว่าเป็นชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบชาติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันชาติ อุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชาติทราม คือ พูดกะอุปสัมบันชาติกษัตริย์ . . . ชาติ พราหมณ์ ว่าเป็นชาติคนจัณฑาล ว่าเป็นชาติคนจักสาน ว่าเป็นชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบชาติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบัน ชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติอุกฤษฎ์ คือพูดกะอุปสัมบันชาติคนจัณฑาล . . . ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน . . .ชาติคนช่างหนัง .. .ชาติคนเทดอกไม้ ว่าเป็นชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบชาติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันชาติ อุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบชาติอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันชาติกษัตริย์ . . .ชาติ พราหมณ์ ว่าเป็นชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 82

พูดล้อกดกระทบชื่อ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี ชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่อทราม คือพูดกะอุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ .. . ชื่อ ชวกัณณกะ ...ชื่อธนิฎฐกะ ...ชื่อสวิฏฐกะ ... ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่าน อวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่าท่านธนิฏฐกะ ว่าท่านสวิฏฐกะ ว่าท่าน กุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบชื่อ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี ชื่ออุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่อทราม คือพูดกะอุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต ... ชื่อธัมมรักขิต . . . ชื่อสังฆรักขิต ว่าท่านอวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่า ท่านธนิฏฐกะ ว่าท่านสวิฏฐกะ ว่าท่านกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบชื่อ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสมบันมี ชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่ออุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ ... ชื่อชวกัณณกะ...ชื่อธนิฎฐกะ ...ชื่อสวิฏฐกะ ...ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่าน พุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่าท่านสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 83

พูดล้อยกยอกระทบชื่อ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมีชื่อ อุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่ออุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต . . . ชื่อธัมมรักขิต . . .ชื่อสังฆรักขิต ว่าท่านพุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่า ท่านสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบโคตร อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี โคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบโคตรทราม คือพูดกะอุปสัมบันโกสิยโคตร . . . ภารทวาชโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร ว่าท่านภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบโคตร อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี โคตรอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบโคตรทราม คือพูดกะอุปสัมบันโคตมโคตร โมคคัลลานโคตร . . . กัจจายนโคตร . . . วาเสฏฐโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร ว่าท่านภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบโคตร อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี โคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบโคตรอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันโกสิยโคตร

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 84

. . . ภารทวาชโคตร ว่าท่านโคตมโคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่าน กัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฏฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบโคตร อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี โคตรอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบโคตรอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบัน โคตมโคตร . . .โมคคัลลานโคตร. . . กัจจายนโคตร . . .วาเสฎฐโคตร ว่าท่านโคตมโคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่านกัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฏฐโคตร ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบการงาน อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี การงานทราม ด้วยกล่าวกระทบการงานทราม คือพูดกะอุปสัมบันเป็นช่างไม้ . . .เป็นคนเทดอกไม้ ว่าท่านทำงานช่างไม้ ว่าท่านทำงานเทดอกไม้ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบการงาน อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี การงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบการงานทราม คือพูดกะอุปสัมบันเป็นชาวนา . . .เป็นพ่อค้า . . . เป็นคนเลี้ยงโค . . . ว่าท่านทำงานช่างไม้ ว่าท่านทำงาน เทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 85

พูดล้อประชดกระทบการงาน อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสันบันมี การงานทราม ด้วยกล่าวกระทบการงานอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบันเป็น ช่างไม้ . . . เป็นคนเทดอกไม้ ว่าท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงานค้าขาย ว่าท่าน ทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อยกยอกระทบการงาน อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี การงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบการงานอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันเป็น ชาวนา . . . เป็นพ่อค้า . .เป็นคนเลี้ยงโค ว่าท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงาน ค้าขาย ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อกดกระทบศิลป อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี วิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างทราม คือ พูดกะอุปสัมบันมี วิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการ ช่างหนัง . . .มีวิชาการช่างกัลบก ว่าท่านมีวิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมี วิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก ว่าท่านมีวิชาการช่างหนัง ว่าท่าน มีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 86

พูดล้อกดให้เลวกระทบศิลป อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสันบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี วิชาการช่างอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างทราม คือ พูดกะอุปสัมบัน มีวิชาช่างนับ . . .มีวิชาการช่างคำนวณ. . . มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่านมี วิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมีวิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก ว่าท่าน มีวิชาการช่างหนัง ว่าท่านมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบศิลป อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี วิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบัน มีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . .. มีวิชาการ ช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก ว่าท่านมีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมีวิชาการ ช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยกกระทบศิลป อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี วิชาการช่างอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบัน มีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ . . . มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่าน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 87

มีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมีวิชาการช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบโรค อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี โรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรคทราม คือพูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน . . .โรคฝี . . .โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . . . โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็น โรคเรื้อน ว่าท่านเป็นโรคฝี ว่าเป็นโรคกลาก ว่าเป็นโรคมองคร่อ ว่าเป็น โรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบโรค อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี โรคอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบโรคทราม คือพูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเบาหวาน ว่าท่านเป็นโรคเรื้อน ว่าท่านเป็นโรคฝี ว่าท่านเป็นโรคกลาก ว่าท่านเป็น โรคมองคร่อ ว่าท่านเป็นโรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบโรค อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสันบันมี โรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรคอุกฤษฎ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน . . . โรคฝี . . . โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . . . โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็น โรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 88

พูดล้อยกยอกระทบโรค อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี โรคอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบโรคอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเบาหวาน ว่าท่านเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี รูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณทราม คือพูดกะอุปสัมบันผู้สูง เกินไป . . . ต่ำเกินไป . . . ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนสูงนัก ว่าท่านเป็นคนต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนดำนัก ว่าท่านเป็นคนขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี รูปพรรณอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ไม่ สูงนัก ...ไม่ต่ำนัก . . .ไม่ดำนัก . . .ไม่ขาวนัก ว่าท่านเป็นคนสูงนัก ว่าท่าน เป็นคนต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนดำนัก ว่าท่านเป็นคนขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ. แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกับอุปสัมบันมี

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 89

รูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้สูง เกินไป . . .ต่ำเกินไป . . . ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนไม่สูงนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ดำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี รูปพรรณอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ ไม่สูงเกินไป . . . ไม่ต่ำเกินไป . . .ไม่ดำเกินไป . . .ไม่ขาวเกินไป ว่าท่าน เป็นคนไม่สูงนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ดำนัก ว่าท่านเป็น คนไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบกิเลส อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี กิเลสทรามด้วยกล่าวกระทบกิเลสทรามคือ พูดกะอุปสัมบันผู้ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูกโมหะครอบงำ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่านถูก โทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบกิเลส อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนำจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี กิเลสอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบกิเลสทรามคือ พูดกะอุปสัมบันผู้ปราศจากราคะ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 90

. . . ปราศจากโทสะ . . . ปราศจากโมหะ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่านถูก โทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบกิเลส อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี กิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบกิเลสอุกฤษฎ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูกโมหะครอบงำ ว่าท่านปราศจากราคะ ว่าท่านปราศจาก โทสะ ว่าท่านปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบกิเลส อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี กิเลสอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ปราศจาก ราคะ . . . ปราศจากโทสะ . . . ปราศจากโมหะ ว่าท่านปราศจากราคะ ว่าท่าน ปราศจากโทสะ ว่าท่านปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบอาบัติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้ต้อง อาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบอาบัติทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้องอาบัติ ปาราชิก . . . ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส . . . ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์ . . . ผู้ต้องอาบัติปาฎิเทสนียะ . . . ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ . . . ผู้ต้องอาบัติ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 91

ทุพภาสิต ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก ว่าท่านต้องอาบัติสังฆาทิเสส ว่าท่านต้อง อาบัติถุลลัจจัย ว่าท่านต้องอาบัติปาจิตตีย์ ว่าท่านต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ว่า ท่านต้องอาบัติทุกกฏ ว่าท่านต้องอาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบอาบัติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้ ต้องอาบัติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบอาบัติทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้อง โสดาบัติ ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก ว่าท่านต้องอาบัติสังฆาทิเสส ว่าท่านต้อง อาบัติถุลลัจจัย ว่าท่านต้องอาบัติปาจิตตีย์ ว่าท่านไม่ต้องปาฏิเทสนียะ ว่า ท่านต้องอาบัติทุกกฏ ว่าท่านต้องอาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบอาบัติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้ ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบอาบัติอุกฤษฎ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้ต้อง อาบัติปาราชิก . . . ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส . . .ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้อง อาบัติปาจิตตีย์ . . .ผู้ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ . . .ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ . . .ผู้ต้อง อาบัติทุพภาสิต ว่าท่านต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบอาบัติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 92

ต้องอาบัติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้อง โสดาบัติ ว่าท่านต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้มี ความประพฤติทราม ด้วยกล่าวกระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้มี ความประพฤติดังอูฐ . . . มีความประพฤติดังแพะ . . . มีความประพฤติดังโค . . มีความประพฤติดังลา . .. มีความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน . . . มีความ ประพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นอูฐ ว่าท่านเป็นแพะ ว่าท่านเป็นโค ว่าท่าน เป็นลา ว่าท่านเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อกดให้เลวกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้มี ความประพฤติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้เป็น บัณฑิต . . . ผู้ฉลาด . . .ผู้มีปัญญา . .. ผู้พหูสูต . . .ผู้ธรรมกถึก ว่าท่าน เป็นอูฐ ว่าท่านเป็นแพะ ว่าท่านเป็นโค ว่าท่านเป็นลา ว่าท่านเป็นสัตว์ ดิรัจฉาน ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้มี

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 93

ความพระพฤติทราม ด้วยกล่าวกระทบคำด่าอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้มี ความประพฤติดังอูฐ . . . มีความประพฤติดังแพะ . . .มีความประพฤติดังโค . . .มีความประพฤติดังลา . . .มีความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน . . .มีความ ประพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นบัณฑิต ว่าท่านเป็นคนฉลาด ว่าท่านเป็น คนมีปัญญา ว่าท่านเป็นพหูสูต ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อยกยอกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้มี ความพระพฤติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบคำด่าอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ เป็นบัณฑิต . . . ผู้ฉลาด . . . ผู้มีปัญญา . . . ผู้พหูสูต . .. ผู้ธรรมกถึก ว่าท่าน เป็นบัณฑิต ว่าท่านเป็นคนฉลาด ว่าท่านเป็นคนมีปัญญา ว่าท่านเป็นพหูสูต ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่ามีบางพวก [๒๔๗] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุป- สัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดเปรย อย่างนี้คือ กล่าวว่ามีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติคนจัณฑาล บาง พวกเป็นชาติคนจักสาน บางพวกเป็นชาติพราน บางพวกเป็นชาติคนช่างหนัง บางพวกเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก อุปสันบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่ ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดเปรยอย่างนั้น คือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 94

กล่าวว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติกษัตริย์ บางพวกเป็น ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่ามีบางพวก . . . มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่ออวกัณณกะ บางพวกชื่อ ชวกัณณกะ บางพวกชื่อธนิฏฐกะ บางพวกชื่อสวิฎฐกะ บางพวกชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด . พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่อพุทธรักขิต บางพวกชื่อ ธัมมรักขิต บางพวกชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่ามีบางพวก . . . มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโกสิยโคตร บางพวกเป็น ภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโคตมโคตร บางพวกเป็น โมคคัลลานโคตร บางพวกเป็นกัจจายนโคตร บางพวกเป็นวาเสฏฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานช่างไม้ บางพวกทำ งานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 95

พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . . มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานไถนา บางพวกทำการ ค้าขาย บางพวกทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างจักสาน บางพวก มีวิชาการช่างหม้อ บางพวกมีวิชาการช่างหูก บางพวกมีวิชาการช่างหนัง บางพวกมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างนับ บางพวกมี วิชาการช่างคำนวณบางพวกมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเรื้อน บางพวกเป็น โรคฝี บางพวกเป็นโรคกลาก บางพวกเป็นโรคมองคร่อ บางพวกเป็นโรค ลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกสูงเกินไป บางพวกต่ำเกินไป บางพวกดำเกินไป บางพวกขาวเกินไป ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 96

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . . มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกไม่สูงนัก บางพวกไม่ต่ำนัก บางพวกไม่ดำนัก บางพวกไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทราม ว่ามีบางพวก . . . ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกถูกราคะกลุ้มรุม บางพวกถูก โทสะย่ำยี บางพวกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกปราศจากราคะ บางพวก ปราศจากโทสะ บางพวกปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องอาบัติปาราชิก บางพวก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส บางพวกต้องอาบัติถุลลัจจัย บางพวกต้องอาบัติปาจิตตีย์ บางพวกต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ บางพวกต้องอาบัติทุกกฏ บางพวกต้องอาบัติ ทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีความประพฤติดังอูฐ บางพวก มีความประพฤติดังแพะ บางพวกมีความประพฤติดังโค บางพวกมีความ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 97

ประพฤติดังลา บางพวกมีความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน บางพวกมีความ ประพฤติดังสัตว์นรก สุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้นต้องหวังได้แต่ ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นบัณฑิต บางพวกเป็น คนฉลาด บางพวกเป็นคนมีปัญญา บางพวกเป็นพหูสูต บางพวกเป็นธรรมกถึก ทุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้นต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่าพวกไรกันแน่ [๒๔๘] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท อุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด เปรยอย่างนี้ คือ กล่าวว่าภิกษุจำพวกไรกันแน่เป็นชาติคนจัณฑาล. . . ชาติคน จักสาน. . ชาติพราน. . .ชาติคนช่างหนัง. . .ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นชาติกษัตริย์ . . .ชาติพราหมณ์ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ชื่ออวกัณณกะ ... ชื่อชวกัณณกะ ...ชื่อ ธนิฏฐกะ . ..ชื่อสวิฎฐกะ .. .ชี่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 98

พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ชื่อพุทธรักขิต . . .ชื่อธัมมรักขิต . . . ชื่อ สังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโกสิยโคตร . . . ภารทวาชโคตร ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโคตมโคตร. ..โมคคัลลานโคตร . . . กัจจายนโคตร. . .วาเสฎฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุกๆคำพูด พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นช่างไม้. . .คนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นคนทำงานไถนา . . .ทำงานค้าขาย . . . ทำงานเลี้ยงโค . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . .มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก . . . ต้อง อาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ . . .มีวิชาการช่างเขียน. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด .

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 99

พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเรื้อน . . . โรคฝี. . . โรคกลาก. . . โรคมองคร่อ.. .โรคลมบ้าหมู . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ สูงเกินไป . . . ต่ำเกินไป . . . ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นคนไม่สูงนัก . . .ไม่ต่ำนัก . ..ไม่ดำนัก . . .ไม่ขาวนัก.. .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี ...ถูก โมหะครอบงำ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ปราศจากราคะ . . .ปราศจากโทสะ. . . . ปราศจากโมหะ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . . อาบัติถุลลัจจัย ... อาบัติปาจิตตีย์ . .. อาบัติปฏิเทสนียะ .. . อาบัติทุกกฏ... อาบัติทุพภาสิต. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 100

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ต้องโสดาบัติ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีความประพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . . โค . . . ลา. .. สัตว์ดิรัจฉาน. . . สัตว์นรก สุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้น ต้องหวังได้แต่ทุคติ. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบลำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นบัณฑิต . . .เป็นคนฉลาด ...เป็นคนมี ปัญญา...เป็นพหูสูต...เป็นธรรมกถึก ทุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุ พวกนั้นต้องหวังได้แต่สุคติ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา [๒๔๙] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท อุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด เปรยอย่างนั้น คือกล่าวว่า พวกเราไม่ใช่ชาติคนจัณฑาล . . .ไม่ใช่ชาติคนจักสาน . . .ไม่ใช่ชาติพราน...ไม่ใช่ชาติคนช่างหนัง. ..ไม่ใช่ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่ชาติกษัตริย์ . . . ไม่ใช่ชาติพราหมณ์ .. . ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

ไม่มีความคิดเห็น:

อนุทินศัพท์ และบันทึกการค้นหา