ชื่อเล่ม-หน้าที่

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2520

เล่มที่ 4 หน้าที่ 101 ถึง 150

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 101

พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ชื่ออวกัณณกะ. ..ไม่ใช่ชื่อชวกัณณกะ . .. ไม่ใช่ชื่อ ธนิฎฐกะ. . . ไม่ใช่ชื่อสวิฏฐกะ .. . ไม่ใช่ชื่อกุลวัฑฒกะ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ชื่อพุทธรักขิต . . . ไม่ใช่ชื่อธัมมรักขิต .. . ไม่ใช่ชื่อ สังฆรักขิต. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่โกสิยโคตร . . . ไม่ใช่ภารทวาชโคตร . . . ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่โคตมโคตร . . . ไม่ใช่โมคคัลลานโคตร . . . ไม่ใช่ กัจจายนโคตร . . . ไม่ใช่วาเสฏฐโคตร . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่ช่างไม้ . . .ไม่ใช่คนเทดอกไม้ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่คนทำงานไถนา . . . ไม่ใช่คนทำงานค้าขาย. . . ไม่ใช่ คนทำงานเลี้ยงโค. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่มีวิชาการจักสาน . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างหม้อ . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างหูก. . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหนัง . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างกัลบก . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 102

พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างนับ . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างคำนวณ. . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างเขียน . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเรื้อน . . . ไม่ใช่เป็นโรคฝี . . . ไม่ใช่เป็น โรคกลาก . . .ไม่ใช่เป็นโรคมองคร่อ . . .ไม่ใช่เป็นโรคลมบ้าหมู . . . ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่สูงเกินไป . . . ไม่ใช่ต่ำเกินไป . . . ไม่ใช่ดำเกินไป . . . ไม่ใช่ขาวเกินไป. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ไม่สูงนัก . . ไม่ใช่ไม่ต่ำนัก . . . ไม่ใช่ไม่ดำนัก . . . ไม่ใช่ไม่ขาวนัก . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ถูกราคะกลุ้มรุม. . . ไม่ใช่ถูกโทสะย่ำยี . . ไม่ใช่ถูก โมหะครอบงำ. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ปราศจากราคะ . . . ไม่ใช่ปราศจากโทสะ . . . ไม่ใช่ ปราศจากโมหะ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 103

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส. . . อาบัติถุลลัจจัย . . . อาบัติปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฎิเทสนียะ . . .อาบัติทุกกฏ . . . อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่มีความพระพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . . โค . . .ลา . . . สัตว์ดิรัจฉาน . . . สัตว์นรก สุคติของพวกเราไม่มี พวกเราต้องหวังได้แต่ ทุคติ. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤกฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นบัณฑิต . . .ไม่ใช่คนฉลาด ... ไม่ใช่คนมีปัญญา . . .ไม่ใช่พหูสูต . . . ไม่ใช่ธรรมกถึก ทุคติของพวกเราไม่มี พวกเราต้อง หวังได้แต่สุคติ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด อุปสัมบันล้ออุปสัมบัน พูดล้อกดกระทบชาติ [๒๕๐] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท อนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด กะอนุปสัมบันมีชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบัน มีชาติคนจัณฑาล . . . มีชาติคนจักสาน . . .มีชาติพราน . . .มีชาติคนช่างหนัง มีชาติคนเทดอกไม้ ว่าเป็นชาติคนจัณฑาล ว่าเป็นชาติคนจักสาน ว่าเป็น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 104

ชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบชาติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีชาติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชาติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันมีชาติกษัตริย์ . . . มีชาติพราหมณ์ ว่าเป็นชาติคนจัณฑาล ว่าเป็นชาติคนจักสาน ว่าเป็น ชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้ . . . ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบชาติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชาติคนจัณฑาล . . . ชาติคนจักสาน . . . ชาติพราน . . .ชาติคนช่างหนัง . . .ชาติคนเทดอกไม้ ว่าเป็นชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติพราหมณ์ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบชาติ . . .อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีชาติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชาติอุกฤษฎ์ คือพูดกะอนุปสัมบันมีชาติกษัตริย์ . . .มีชาติพราหมณ์ ว่าเป็นชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติพราหมณ์ . . . ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 105

พูดล้อกดกระทบชื่อ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่อทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ . . . ชื่อชวกัณณกะ . . .ชื่อธนิฎฐกะ . . .ชื่อสวิฏฐกะ . .. ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่าน อวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่าท่านธนิฏฐกะ ว่าท่านสวิฏฐกะ ว่าท่าน กุลวัฑฒกะ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบชื่อ อุปสันบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีชื่ออุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่อทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต . . . ชื่อธัมมรักขิต . . . ชื่อสังฆรักขิต ว่าท่านอวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่าท่านธนิฎฐกะ ว่าท่านสวิฎฐกะ ว่าท่านกุลวัฑฒกะ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบชื่อ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่ออุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ . . . ชื่อชวกัณณกะ ...ชื่อธนิฏฐกะ . .. ชื่อสวิฏฐกะ . ..ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่าน พุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่าท่านสังฆรักขิต . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 106

พูดล้อยกยอกระทบชื่อ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีชื่ออุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่ออุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต . . .ชื่อธัมมรักขิต .. .ชื่อสังฆรักขิต ว่าท่านพุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่าท่านสังฆรักขิต . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อกดกระทบโคตร อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีโคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบโคตรทราม คือพูดกะอนุปสัมบันโกสิยโคตร . . .ภารทวาชโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร ว่าท่านภารทวาชโคตร . . . ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบโคตร อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีโคตรอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบโคตรทราม คือพูดกะอนุปสัมบันโคตมโคตร . . .โมคคัลลานโคตร . . . . กัจจายนโคตร . . . วาเสฏฐโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร ว่าท่านภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อประชดกระทบโคตร อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 107

มีโคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบโคตรอุกฤษฎ์ คือพูดกะอนุปสัมบันโกสิยโคตร . . . ภารทวาชโคตร ว่าท่านโคตมโคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่าน กัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฎฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบโคตร อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีโคตรอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบโคตรอุกฤษฎ์ คือพูดกะอนุปสัมบันโคตมโคตร . . . โมคคัลลานโคตร . . . กัจจายนโคตร . . . วาเสฎฐโคตร ว่าท่านโคตมโคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่านกัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฏฐโคตร ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบการงาน อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีการงานทราม ด้วยกล่าวกระทบการงานทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันเป็น ช่างไม้ . . . เป็นคนเทดอกไม้ ว่าท่านทำงานช่างไม้ ว่าท่านทำงานเทดอกไม้ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบการงาน อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 108

มีการงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบการงานทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันเป็น ชาวนา . . . เป็นพ่อค้า . . . เป็นคนเลี้ยงโค ว่าท่านทำงานช่างไม้ ว่าท่านทำ งานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบการงาน อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีการงานทราม ด้วยกล่าวกระทบการงานอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบันเป็น ช่างไม้ . . . เป็นคนเทดอกไม้ ว่าท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงานค้าขาย ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบการงาน อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีการงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบการงานอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันเป็น ชาวนา . . . เป็นพ่อค้า . .. เป็นคนเลี้ยงโค ว่าท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำ งานค้าขาย ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบศิลป อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีวิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างทราม คือ พูดกะอนุปสัมบัน มีวิชาการช่างจักสาน . . .มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชา

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 109

การช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก ว่าท่านมีวิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมี วิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก ว่าท่านมีวิชาการช่างหนัง ว่าท่าน มีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบศิลป อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีวิชาการช่างอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างทราม คือพูดกะอนุปสัมบัน มีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ . . . มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่านมี วิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมีวิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก ว่าท่าน มีวิชาการช่างหนัง ว่าท่านมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบศิลป อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีวิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบัน มีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก. . . มีวิชาการ ช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก ว่าท่านมีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมีวิชาการ ช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 110

พูดล้อยกยอกระทบศิลป อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกับอนุปสัมบัน มีวิชาการช่างอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างอุกฤษฏ์ คือ พูดกะ อนุปสัมบันมีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ. . . มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่านมีวิชาการช่างนับ . . . ช่างคำนวณ . . . ช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบโรค อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีโรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรคทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน . . . โรคฝี . . . โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็น โรคเรื้อน . .. โรคฝี . . . โรคกลาก . . .โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบโรค อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศแต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีโรคอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบโรคทราม คือพูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรค เบาหวาน ว่าท่านเป็นโรคเรื้อน. . .โรคฝี. . . โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . . . โรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 111

พูดล้อประชดกระทบโรค อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีโรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรคอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน . . .โรคฝี . . .โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็นโรค เบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อยกยอกระทบโรค อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีโรคอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบโรคอุกฤษฎ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรค เบาหวาน ว่าท่านเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อกดกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีรูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ สูงเกินไป. . .ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนสูงนัก. . . ต่ำนัก. . .ดำนัก. . .ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด พูดล้อกดให้เลวกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 112

มีรูปพรรณอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณทราม คือ พูดกะอนุปสัมบัน ผู้ไม่สูงนัก.. .ไม่ต่ำนัก ...ไม่ดำนัก . . .ไม่ขาวนัก ว่าท่านเป็นคนสูงนัก.. . ต่ำนัก... ดำนัก.. .ขาวนัก. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีรูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบัน ผู้สูงเกินไป. . .ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป . ..ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนไม่สูงนัก . . . ไม่ต่ำนัก . . . ไม่ดำนัก . . .ไม่ขาวนัก . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบรูปพรรณ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีรูปพรรณอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบัน ผู้ไม่สูงเกินไป . . . ไม่ต่ำเกินไป . . . ไม่ดำเกินไป . . . ไม่ขาวเกินไป ว่าท่าน เป็นคนไม่สูงนัก. . . ไม่ต่ำนัก. .. ไม่ดำนัก. .. ไม่ขาวนัก. . . ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบกิเลส อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีกิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบกิเลสทราม คือพูดกะอนุปสัมบันผู้ถูกราคะ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 113

กลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูกโมหะครอบงำ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่าน ถูกโทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะครอบงำ. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบกิเลส อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบันมี กิเลสอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบกิเลสทรามคือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ปราศจาก ราคะ . . . ปราศจากโทสะ. . . ปราศจากโมหะ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่าน ถูกโทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะครอบงำ. ..ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบกิเลส อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีกิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้ถูกราคะ กลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูกโมหะครอบงำ ว่าท่านปราศจากราคะ. . . ปราศจากโทสะ. . . ปราศจากโมหะ. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบกิเลส อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน มีกิเลสอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้ปราศจาก ราคะ. . . ปราศจากโทสะ . . . ปราศจากโมหะ ว่าท่านปราศจากราคะ. . . ปราศจากโทสะ... ปราศจากโมหะ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 114

พูดล้อกดกระทบอาบัติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน ผู้ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบอาบัติทราม คือพูดกะอนุปสัมบันผู้ต้อง อาบัติปาราชิก . . . ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส . . . ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้อง อาบัติปาจิตตีย์ ... ผู้ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ. .. ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ ... ผู้ต้อง อาบัติทุพภาสิต ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก . . . สังฆาทิเสส . . . ถุลลัจจัย . . . ปาจิตตีย์. . . ปาฎิเทสนียะ. . . ทุกกฏ . . . ทุพภาสิตดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบอาบัติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกับอนุปสัมบัน ผู้ต้องอาบัติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบอาบัติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้อง โสดาบัติ ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก . . .อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย .. . อาบัติปาจิตตีย์... อาบัติปฏิเทสนียะ. . . อาบัติทุกกฏ.. . อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบอาบัติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน ผู้ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้ต้อง อาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . . .อาบัติถุลลัจจัย . . . อาบัติปาจิตตีย์ ...

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 115

อาบัติปาฎิเทสนียะ . . . อาบัติทุกกฏ. . . อาบัติทุพภาสิต ว่าท่านต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบอาบัติ อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน ผู้ต้องอาบัติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบอาบัติอุกฤษฎ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้ ต้องโสดาบัติ ว่าท่านต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน ผู้มีความประพฤติทราม ด้วยกล่าวกระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอนุปสัมบัน ผู้มีความประพฤติดังอูฐ... แพะ. .. โค.. . ลา. .. สัตว์ดิรัจฉาน. . . มีความ ประพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นอูฐ . . .แพะ . . .โค .. . ลา . . . สัตว์ดิรัจฉาน ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ...ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อกดให้เลวกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน ผู้มีความประพฤติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอนุปสัมบัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 116

ผู้เป็นบัณฑิต. .. ผู้ฉลาด . . . ผู้มีปัญญา . .. ผู้พหูสูต . .. ผู้ธรรมกถึก ว่าท่าน เป็นอูฐ. . . แพะ. . .โค .. . ลา . . . สัตว์ดิรัจฉาน ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติ ของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ. ..ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อประชดกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน ผู้มีความประพฤติทราม ด้วยกล่าวกระทบคำด่าอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบัน ผู้มีความพระพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . . โค . . . ลา . . . สัตว์ดิรัจฉาน . . . มีความ พระพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นบัณฑิต ... คนฉลาด ... คนมีปัญญา... พหูสูต ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ... ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อยกยอกระทบคำสบประมาท อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน ผู้มีความประพฤติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบคำด่าอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบัน ผู้เป็นบัณฑิต ... ผู้ฉลาด ... ผู้มีปัญญา ... ผู้พหูสูต ... ผู้ธรรมกถึก ว่าท่าน เป็นบัณฑิต... คนฉลาด... คนมีปัญญา. . . พหูสูต ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 117

อุปสัมบันล้ออนุปสัมบัน พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่ามีบางพวก [๒๕๑] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท อนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด เปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติ คนจัณฑาล บางพวกเป็นชาติคนจักสาน บางพวกเป็นชาติพราน บางพวก เป็นชาติคนช่างหนัง บางพวกเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดเปรยอย่างนั้น คือกล่าวว่า มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติกษัตริย์ บาง- พวกเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่ออวกัณณกะ บางพวก ชื่อชวกัณณกะ บางพวกชื่อธนิฎฐกะ บางพวกชื่อสวิฏฐกะ บางพวกชื่อ กุลวัฑฒกะ...ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่อพุทธรักขิต บางพวก ชื่อธัมมรักขิต บางพวกชื่อสังฆรักขิต . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 118

พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่ามีบางพวก . . . มีอนุปสันบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโกสิยโคตร บางพวก เป็นภารทวาชโคตร. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโคตมโคตร.. . โมคคัลลานโคตร . . . กัจจายนโคตร . . . วาเสฏฐโคตร . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่ามีบางพวก . . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานช่างไม้ . . .ทำงาน เทดอกไม้ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานไถนา . . . ทำการ ค้าขาย . . . ทำงานเลี้ยงโค . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่ามีบางพวก . . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างจักสาน . . . ช่างหม้อ . . . ช่างหูก . . . ช่างหนัง . . . ช่างกัลบก . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างนับ... ช่างคำนวณ. . . ช่างเขียน. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 119

พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่ามีบางพวก . . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเรื้อน โรคฝี.. . . . .โรคกลาก .. .โรคมองคร่อ...โรคลมบ้าหมู. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุกๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกสูงเกินไป.. .ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป. . . ขาวเกินไป...ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกไม่สูงนัก . .. ไม่ต่ำนัก ไม่ดำนัก .. .ไม่ขาวนัก. ..ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทรามว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกถูกราคะกลุ้มรุม.. ถูก โทสะย่ำยี . ..ถูกโมหะครอบงำ...ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกปราศจากราคะ... ปราศจากโทสะ. . .ปราศจากโมหะ. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 120

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม ว่ามีบางพวก . . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย . . . อาบัติปาจิตตีย์ . . .อาบัติปาฎิ- เทสนียะ .. .อาบัติทุกกฏ . .. ต้องอาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องโสดาบัติ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีความประพฤติดังอูฐ . . . ดังแพะ . . .โค . . . ดังลา . . . ดังสัตว์ดิรัจฉาน . . .ดังสัตว์นรก สุคติ ของท่านพวกนั้นไม่มี ท่านพวกนั้นต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นบัณฑิต ...เป็น คนฉลาด ...เป็นคนมีปัญญา ...เป็นพหูสูต ...เป็นธรรมกถึก ทุคติของ ท่านพวกนั้นไม่มี ท่านพวกนั้นต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 121

อุปสันบันล้ออนุปสัมบัน พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่าพวกไรกันแน่ [๒๕๒] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท อนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด เปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นชาติคนจัณฑาล . . .ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน . ..ชาติคนช่างหนัง . . .ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นชาติกษัตริย์ .. .ชาติพราหมณ์ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ชื่ออวกัณณกะ ...ชื่อชวกัณณกะ . . .ชื่อธนิฎฐกะ . . .ชื่อสวิฎฐกะ . ..ชื่อกุลวัฑฒกะ . .. ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ชื่อพุทธรักขิต . ..ชื่อธัมมรักขิต . . . ชื่อสังฆรักขิต ... ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโกสิยโคตร . ..ภารทวาชโคตร . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโคตมโคตร . . .โมคคัลลานโคตร . . . กัจจายนโคตร . . .วาเสฏฐโคตร . ..ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 122

พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นช่างไม้ . ..ช่างเทดอกไม้.. . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นคนทำงานไถนา . . . ทำงานค้าขาย . . .ทำงานเลี้ยงโค . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างจักสาน . . .มีวิชาการ ช่างหม้อ . . .มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันว่าพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างนับ . . .มีวิชาการช่าง คำนวณ . . . มีวิชาการช่างเขียน . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเรื้อน. . .โรคฝี. . . โรคกลาก . . .โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเบาหวาน . . .ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ สูงเกินไป. . .ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป . . .ขาวเกินไป . .. ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 123

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นคนไม่สูงนัก . . .ไม่ต่ำนัก. . . ไม่ดำนัก . . .ไม่ขาวนัก . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูกโมหะครอบงำ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ปราศจากราคะ . . . ปราศจากโทสะ . . . ปราศจากโมหะ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทรามว่า พวกไรกันแน่ . . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติ สังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย . . . อาบัติปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฎิเทสนียะ . . .อาบัติทุกกฏ . . . อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ต้องโสดาบัติ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ มีความประพฤติดังอูฐ . . .แพะ . . .โค . . .ลา . . . สัตว์ดิรัจฉาน . . . สัตว์นรก สุคติของอนุปสัมบันพวกนั้น ไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้นต้องหวังได้แต่ทุคติ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 124

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ ...อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นบัณฑิต . . .เป็นคนฉลาด. . .เป็น คนมีปัญญา . . .เป็นพหูสูต . . .เป็นธรรมกถึก ทุคติของอนุปสัมบันพวกนั้น ไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้น ต้องหวังได้แต่สุคติ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. อุปสัมบันล้ออนุปสัมบัน พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา [๒๕๓] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท อนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด เปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า พวกเราไม่ใช่ชาติคนจัณฑาล . . . ไม่ใช่ชาติคนจักสาน . . .ไม่ใช่ชาติพราน...ไม่ใช่ชาติคนช่างหนัง. . .ไม่ใช่ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ชาติกษัตริย์ ...ไม่ใช่ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่ชื่ออวกัณณกะ .. .ไม่ใช่ชื่อชวกัณณกะ . ..ไม่ใช่ ชื่อธนิฏฐกะ . . .ไม่ใช่ชื่อสวิฎฐกะ . . .ไม่ใช่ชื่อกุลวัฑฒกะ . . .ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ชื่อพุทธรักขิต .. .ไม่ใช่ชื่อธัมมรักขิต . ..ไม่ใช่ชื่อ สังฆรักขิต . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 125

พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่โกสิยโคตร . . .ไม่ใช่ภารทวาชโคตร . . .ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่โคตมโคตร . . .ไม่ใช่โมคคัลลานโคตร . . . ไม่ใช่ กัจจายนโคตร . . .ไม่ใช่วาเสฏฐโคตร . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ช่างไม้ . . . ไม่ใช่คนเทดอกไม้ . . . ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่คนทำงานไถนา . . .ไม่ใช่คนทำงานค้าขาย . . .ไม่ใช่ คนทำงานเลี้ยงโค . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างจักสาน . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหม้อ . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างหูก . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างหนัง . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่าง กัลบก . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างนับ . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างคำนวณ . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างเขียน . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเรื้อน . .ไม่ใช่เป็นโรคฝี . . .ไม่ใช่เป็น โรคกลาก . . .ไม่ใช่เป็นโรคมองคร่อ . . . ไม่ใช่เป็นโรคลมบ้าหมู . . .ต้อง อาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 126

พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเบาหวาน . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่สูงเกินไป . . . ไม่ใช่ต่ำเกินไป . . . ไม่ใช่ดำเกินไป . . . ไม่ใช่ขาวเกินไป .. .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่ไม่สูงนัก . ..ไม่ใช่ไม่ต่ำนัก . . ไม่ใช่ไม่ดำนัก ...ไม่ใช่ไม่ขาวนัก . ..ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ไม่ใช่ถูกโทสะย่ำยี . . .ไม่ใช่ ถูกโมหะครอบงำ . .. ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่ปราศจากราคะ .. .ไม่ใช่ปราศจากโทสะ . . .ไม่ใช่ ปราศจากโมหะ .. .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . . อาบัติถุลลัจจัย ...อาบัติปาจิตตีย์ . . .อาบัติปาฏิเทสนียะ . .. อาบัติทุกกฏ . . . อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 127

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่มีความประพฤติดังอูฐ . . . ดังแพะ . . .ดังโค . . . ดังลา . . . ดังสัตว์ดิรัจฉาน . . . ดังสัตว์นรก สุคติของพวกเราไม่มี พวกเรา ต้องหวังได้แต่ทุคติ. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . . พวกเราไม่ใช่เป็นบัณฑิต .. .ไม่ใช่คนฉลาด .. .ไม่ใช่คนมีปัญญา . . . ไม่ใช่เป็นพหูสูต . . .ไม่ใช่เป็นธรรมกถึก ทุคติของพวกเราไม่มี พวกเรา ต้องหวังได้แต่สุคติ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด. อานาปัตติวาร [๒๕๔] ภิกษุมุ่งอรรถ ๑ ภิกษุมุ่งธรรม ๑ ภิกษุมุ่งสั่งสอน ๑ ภิกษุ วิกลจริต ๑ ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน ๑ ภิกษุกระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๑ ภิกษุ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 128

มุสาวาทวรรค โอมสวาทสิกขาบทที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๒ ดังต่อไปนี้:- [แก้อรรถเรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์และโคนันทิวิสาล] บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอมสนฺติ คือ ย่อมกล่าวเสียดแทง. บทว่า ขุสนฺติ คือ ย่อมด่า. บทว่า วมฺเภนฺติ คือ ย่อมขู่กรรโชก. ด้วยบทว่า ภูตปุพฺพ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำเรื่องนี้มาแสดง เพื่อทรงตำหนิการกล่าวเสียดแทง. คำว่า นนฺทิ ในคำว่า นนฺทิวิสาโล นาม (นี้) เป็นชื่อของโคถึก นั้น. ก็โคถึกนั้น มีเขายาวใหญ่ เพราะเหตุนั้น เจ้าของจึงตั้งชื่อว่า นันทิวิสาล, โดยสมัยนั้น พระโพธิสัตว์เป็นโคถึกชื่อนันทิวิสาล. พราหมณ์เลี้ยงดูโคถึกนั้น อย่างดีเหลือเกิน ด้วยอาหารมียาคูและข้าวสวยเป็นต้น . ครั้งนั้น โคนันทิวิสาล นั้น เมื่อจะอนุเคราะห์พราหมณ์ จึงกล่าวคำว่า เชิญท่านไปเถิด ดังนี้เป็นต้น . สองบทว่า ตตฺเถวอฏฺาสิ มีความว่า แม้ในกาลแห่งอเหตุกปฏิสนธิ โคนันทิวิสาลย่อมรู้จักคำกล่าวเสียดแทงของผู้อื่นได้ โดยเป็นคำไม่เป็นที่พอใจ; เพราะฉะนั้น มันใคร่เพื่อแสดงโทษแก่พราหมณ์ จึงได้ยืนนิ่งอยู่. หลายบทว่า สกฏสต อติพทฺธ ปวฏฺเฏสิ มีความว่า พระโพธิสัตว์ เมื่อจะลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่จอดไว้ตามลำดับสอดไม้ไว้ภายใต้ กระทำให้ ต่อเนื่องกันอันบรรทุกเต็มด้วยถั่วเขียว ถั่วเหลือง และทรายเป็นต้น. เกวียน ๑๐๐ เล่ม เป็นของอันตนจะต้องลากไปอีก ในเมื่อกำถึงส่วนของกำแรกตั้งอยู่

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 129

ก่อนแล้ว แม้ก็จริง ถึงกระนั้น (พระโพธิสัตว์) ก็ได้ลากไปตลอดที่ประมาณ ชั่ว ๑๐๐ เล่มเกวียน เพื่อให้เกวียนเล่มหลังจอดในที่เกวียนเล่มหน้าจอดอยู่. จริงอยู่ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่มีการกระทำที่ย่อหย่อน. บาทคาถาว่า เตน จตฺตมโน อหุ มีความว่า โคนันทิวิสาลนั้น มีใจเบิกบาน เพราะการได้ทรัพย์นั้นของพราหมณ์ และเพราะการงานของตน. ก็ในคำว่า อกฺโกเสนปิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะจำแนก ไว้ข้างหน้าว่า คำด่ามี ๒ อย่าง คือ คำด่าที่เลว ๑ คำด่าที่ดี ๑; เพราะฉะนั้น จึงไม่ตรัสเหมือนอย่างที่ตรัสไว้ในก่อนว่า ย่อมด่าด้วยคำที่เลวบ้าง ตรัสไว้ อย่างนี้ว่า อกฺโกเสน (โดยคำสบประมาท) ดังนี้. [แก้อรรถโอมสวาทเป็นต้น ] ชาติแห่งคนการช่างถากไม้ชื่อว่า เวณชาติ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เวฬุการชาติ ดังนี้ก็มี. ชาติแห่งพรานเนื้อเป็นต้น ชื่อว่า เนสาทชาติ. ชาติแห่งคนการช่างทำหนัง ชื่อว่า รถการชาติ (ชาติแห่งคนทำรถ). ชาติแห่งคนเทดอกไม้ ชื่อว่า ปุกฺกุสชาติ. คำว่า อวกณฺณกา เป็นชื่อของพวกทาส; เพราะฉะนั้น จึงเป็น คำเลว. บทว่า โอาต แปลว่า ที่เขาเย้ยหยัน. ภิกษุบางพวกสวดว่า อุญฺาต ดังนี้ก็มี. บทว่า อวุญฺาต แปลว่า ที่เขาเหยียดหยาม. บทว่า หีฬิต แปลว่า ที่เขาเกลียดชัง. บทว่า ปริภูต แปลว่า ที่เขาดูหมิ่นว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยคนนี้. บทว่า อจิตีกต แปลว่า ที่เขาไม่กระทำความเคารพยกย่อง.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 130

การงานช่างไม้ ชื่อว่า โกฏฐกกรรม. นิ้วหัวแม่มือ ชื่อว่า มุทธา (วิชาการช่างนับ). การนับที่เหลือมีการนับไม่ขาดสายเป็นต้น ชื่อว่า คณนา (วิชาการช่างคำนวณ). อักษรเลข ชื่อว่า เลขา (วิชาการช่างเขียน). โรค เบาหวาน ท่านเรียกว่า โรคอุกฤษฏ์ เพราะไม่มีเวทนา. บทว่า ปาฎิกงฺขา แปลว่า พึงปรารถนา. สองบทว่า ยกาเรน วา ภกาเรน วา มีความว่า คำด่าที่ประกอบ ย อักษร และ ภ อักษร (ชื่อว่า เป็นคำด่าที่เลว). ในคำว่า กาฏโกฏจิกาย วา (นี้) นิมิตแห่งบุรุษชื่อว่า กาฏะ นิมิต แห่งสตรีชื่อว่า โกฏจิกา. คำด่าที่ประกอบด้วยบททั้งสองนั่นอันใด คำด่านั่น ชื่อว่า เลวแล. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงยกอาบัติขึ้นปรับ ด้วยอำนาจ แห่งชนิดของอักโกสวัตถุมีชาติเป็นต้นเหล่านั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า อุปสมฺ- ปนฺโน อุปสมฺปนฺน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น สามบทว่า ขุเสตุกาโม วมฺเภตุกาโม มงฺกุกตฺตุกาโม มีความว่า ผู้ประสงค์จะด่า ประสงค์จะติเตียน ประสงค์จะ ทำให้อัปยศ. สองบทว่า หีเนน หีน ได้แก่ ด้วยคำกล่าวถึงชาติอันเลว คือ ด้วยชาติที่เลว. บัณฑิตพึงทราบอรรถในบททั้งปวง โดยอุบายอย่างนี้. อนึ่ง บรรดาบทเหล่านี้ ภิกษุ เมื่อกล่าวให้เลวด้วยถ้อยคำอันเลว ถึงจะกล่าวคำจริงก็ตาม ถึงอย่างนั้น เธอก็ต้องปาจิตตีย์ทุก ๆ คำพูด เพราะ เป็นผู้ประสงค์จะกล่าวเสียดแทง. และเมื่อกล่าวให้เป็นคนเลวด้วยคำที่ดี แม้ จะกล่าวคำไม่จริงก็ตาม, ถึงอย่างนั้น ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ด้วยสิกขาบทนี้ เพราะเป็นผู้ประสงค์จะกล่าวเสียดสี ไม่ใช่ด้วยสิกขาบทก่อน. ฝ่ายภิกษุใด กล่าวคำเป็นต้นว่า เจ้าเป็นจัณฑาลดี เจ้าเป็นพราหมณ์ดี เจ้าเป็นจัณฑาลชั่ว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 131

เจ้าเป็นพราหมณ์ชั่ว ดังนี้, แม้ภิกษุนั้น พระวินัยธรพึงปรับด้วยอาบัติ เหมือนกัน. ก็ในวาระว่า สนฺติ อิเธกจฺเจ เป็นต้นนี้ เป็นอาบัติทุกกฏ เพราะ เป็นคำกล่าวกระทบกระทั่ง. แม้ในวาระว่า เย-นูน-น-มย ดังนี้เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่ในอนุปสัมบัน เป็นทุกกฏอย่างเดียว ในวาระทั้ง ๔. แต่ด้วยคำว่า โจโรสิ คณฺเภทโกสิ (เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนทำลายปม) เป็นต้น ทุก ๆ วาระ เป็นทุกกฏเหมือนกัน ทั้งอุปสัมบันทั้งอนุปสัมบัน. อนึ่ง เพราะความประสงค์จะเล่น เป็นทุพภาษิตทุก ๆ วาระ ทั้งอุปสัมบัน ทั้งอนุปสัมบัน. ความเป็นผู้มีความประสงค์ในอันล้อเลียนและหัวเราะ ชื่อว่า ความเป็นผู้มีความประสงค์จะเล่น ก็ในสิกขาบทนี้ เว้นภิกษุเสีย สัตว์ทั้งหมด มีนางภิกษุณีเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบว่า ตั้งอยู่ในฐานะแห่งอนุปสัมบัน. ในคำว่า อตฺถปุเรกขารสฺส เป็นต้น พึงทราบว่า ภิกษุผู้กล่าว อรรถแห่งพระบาลี ชื่อว่า อัตถปุเรกขาระ (ผู้มุ่งอรรถ). ผู้บอกสอนพระบาลี พึงทราบว่า ธัมมปุเรกขาระ (ผู้มุ่งธรรม). ผู้ตั้งอยู่ในการพร่ำสอน กล่าว โดยนัยเป็นต้นว่า ถึงบัดนี้ เจ้าเป็นคนจัณฑาล, เจ้าก็อย่าได้ทำบาป, อย่าได้ เป็นคนมีมืดมามืดไปเป็นเบื้องหน้า ดังนี้, พึงทราบว่า ชื่อว่า อนุสาสนี- ปุเรกขาระ (ผู้มุ่งสอน). บทที่เหลือตื้นทั้งนั้นแล. สิกขาบทนี้ มีสมุฎฐาน ๓ เกิดทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิต ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต ทุกขเวทนา ฉะนี้แล. แต่ในอาบัติเหล่านี้ อาบัติทุพภาษิต เกิดทางวาจากับจิต เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ อกุศลจิต มีเวทนา ๒ คือ สุขเวทนา ๑ อุเปกขา- เวทนา ๑. โอมสวาทสิกขาบทที่ ๒ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 132

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [๒๕๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ- เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ เก็บเอาคำส่อเสียดของพวกภิกษุผู้ก่อความบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกัน ไปบอกคือฟังคำของฝ่ายนี้แล้ว บอกแก่ฝ่ายโน้น เพื่อทำลาย ฝ่ายนี้ ฟังคำของฝ่ายโน้น แล้วบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น เพราะ เหตุนั้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็รุนแรงยิ่งขึ้น. บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้เก็บเอา คำส่อเสียดของพวกภิกษุ ผู้ก่อความบาดหมาง เกิดทะเลาะถึงวิวาทกันไปบอก คือฟังคำของฝ่ายนี้แล้ว บอกแก่ฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้ ฟังคำของฝ่ายโน้น แล้วบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น เพราะเหตุนั้น ความบาดหมางที่ยัง ไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็รุนแรงยิ่งขึ้น แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคเจ้า. ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ไม่เพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอเก็บเอาคำส่อเสียดของพวกภิกษุผู้ก่อความ บาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันไปบอก คือ ฟังคำของฝ่ายนี้ แล้วบอก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 133

แก่ฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้ ฟังคำของฝ่ายโน้น แล้วบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อ ทำลายฝ่ายโน้น เพราะเหตุนั้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้น แล้วก็รุนแรงยิ่งขึ้น จริงหรือ. พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวกเธอจึงได้เก็บเอาคำส่อเสียดของพวกภิกษุผู้ก่อความบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันไปบอก คือฟังคำของฝ่ายนี้ แล้วบอกแก่ฝ่ายโน้น เพื่อทำลาย ฝ่ายนี้ ฟังคำของฝ่ายโน้น แล้วบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น เพราะ เหตุนั้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็รุนแรงยิ่งขึ้น การ กระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๕๒.๓. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะส่อเสียดภิกษุ. เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ สิกขาบทวิภังค์ [๒๕๖] ที่ชื่อว่า ส่อเสียด ขยายความว่า วัตถุสำหรับเก็บมาส่อเสียด มีได้ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ของคนผู้ต้องการจะให้เขาชอบ ๑ ของคนผู้ ประสงค์จะให้เขาแตกกัน ๑.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 134

ภิกษุเก็บเอาวัตถุสำหรับส่อเสียดมากล่าวโดยอาการ ๑๐ อย่าง คือ ชาติ ๑ ชื่อ ๑ โคตร ๑ การงาน ๑ ศิลป ๑ โรค ๑ รูปพรรณ ๑ กิเลส ๑ อาบัติ ๑ คำด่า ๑. บทภาชนีย์ ที่ชื่อว่า ชาติ ได้แก่กำเนิด มี ๒ คือ กำเนิดทราม ๑ กำเนิดอุกฤษฎ์ ๑. ที่ชื่อว่า กำเนิดทราม ได้แก่กำเนิดคนจัณฑาล กำเนิดคนจักสาน กำเนิดพราน กำเนิดคนช่างหนัง กำเนิดคนเทดอกไม้ นี่ชื่อว่ากำเนิดทราม. ที่ชื่อว่า กำเนิดอุกฤษฏ์ ได้แก่กำเนิดกษัตริย์ กำเนิดพราหมณ์ นี่ชื่อว่า กำเนิดอุกฤษฏ์. ฯลฯ*. ที่ชื่อว่า คำด่า ได้แก่คำด่ามี ๒ คำ คำด่าทราม ๑ คำด่าอุกฤษฏ์ ๑. ที่ชื่อว่า คำด่าทราม ได้แก่คำด่าว่า เป็นอูฐ เป็นแพะ เป็นโค เป็นลา เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวัง ได้แต่ทุคติ คำด่าที่เกี่ยวด้วยยะอักษร ภะอักษร หรือนิมิตของชายและนิมิต ของหญิง นี่ชื่อว่า คำด่าทราม. ที่ชื่อว่า คำด่าอุกฤษฏ์ ได้แก่คำด่าว่า เป็นบัณฑิต เป็นคนฉลาด เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวัง ได้แต่สุคติ นี่ชื่อว่า คำด่าอุกฤษฎ์. อุปสัมบันส่อเสียดอุปสัมบัน พูดเหน็บแนมกระทบชาติทราม [๒๕๗] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่าเป็นชาติคนจัณฑาล...

*  ที่  ฯลฯ  ไว้นี้  หมายถึง  นาม  โคตรเป็นต้น  พึงดูในสิกขาบทที่  ๒  ข้อ  ๑๘๘
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 135

ชาติคนจักสาน. . . ชาติพราน. . .ชาติคนช่างหนัง. . .ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบชาติอุกฤษฏ์ [๒๕๘] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่าเป็นชาติกษัตริย์ . . เป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบชื่อทราม [๒๕๙] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบัน ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า ชื่อว่าอวกัณณกะ . . . ชื่อชวกัณณกะ...ชื่อธนิฎฐกะ...ชื่อสวิฏฐกะ...ชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบชื่ออุกฤษฏ์ [๒๖๐] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่าชื่อพุทธรักขิต ... ชื่อธัมมรักขิต . . .ชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบโคตรทราม [๒๖๑] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่าเป็น โกสิยโคตระ ... ภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบโคตรอุกฤษฏ์ [๒๖๒] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ ถูกเหน็บแนมท่านว่า เป็นโคตมโคตร...

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 136

โมคคัลลานโคตร . . .กัจจายนโคตร. . .วาเสฎฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบการงานทราม [๒๖๓] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นคนทำงาน ช่างไม้. . . เป็นคนทำงานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบการงานอุกฤษฏ์ [๒๖๔] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นคนทำงานไถนา . . . ทำงานค้าขาย . . . ทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบศิลปทราม [๒๖๕] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า มีวิชาการช่าง จักสาน ... มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . .มีวิชาการช่างหนัง .. . . . .มีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบศิลปอุกฤษฏ์ [๒๖๖] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า มีวิชาการช่างนับ . . .มีวิชาการช่างคำนวณ . . . มีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 137

พูดเหน็บแนมกระทบโรคทราม [๒๖๗] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นโรคเรื้อน... โรคฝี. . โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . .. โรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้อง อาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบโรคอุกฤษฏ์ [๒๖๘] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบรูปพรรณทราม [๒๖๙] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นคนสูงเกินไป... ต่ำเกินไป. . . ดำเกินไป.. .ขาวเกินไป ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ [๒๗๐] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นคนไม่สูงนัก... ไม่ต่ำนัก ... ไม่ดำนัก. . .ไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบกิเลสทราม [๒๗๑] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นผู้ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 138

พูดเหน็บแนมกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ [๒๗๒] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นผู้ปราศจากราคะ ...ปราศจากโทสะ. . . ปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบอาบัติทราม [๒๗๓] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นผู้ต้องอาบัติ ปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย . . .อาบัติปาจิตตีย์. . . อาบัติ ปาฎิเทสนียะ . . .อาบัติทุกกฏ. . .อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ [๒๗๔] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า ต้องโสดาบัติ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบคำสบประมาททราม [๒๗๕] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นอูฐ. . .เป็นแพะ .... เป็นโค . . . เป็นลา. . . . เป็นสัตว์ดิรัจฉาน . . . เป็นสัตว์นรก สุคติของท่าน ไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเหน็บแนมกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ [๒๗๖] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นบัณฑิต . . .เป็น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 139

คนฉลาด . . . เป็นคนมีปัญญา. . . เป็นพหูสูต. . . เป็นธรรมกถึก ทุคติของ ท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชาติทราม ว่ามีบางพวก [๒๗๗] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรม วินัยนี้ บางพวกเป็นชาติคนจัณฑาล .. . เป็นชาติคนจักสาน .. . เป็นชาติพราน ...เป็นชาติคนช่างหนัง. .. เป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก [๒๗๘] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรม วินัยนี้ บางพวกเป็นชาติกษัตริย์. . . ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชื่อทราม ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่ออวกัณณกะ . . . ชื่อชวกัณณกะ ... ชื่อธนิฏฐกะ ... ชื่อสวิฎฐกะ . .. ชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้อง อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 140

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชี่อพุทธรักขิต ... ชื่อธัมมรักขิต ... ชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ภิกษุ นั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบโคตรทราม ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโกสิยโคตร . . . เป็นภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่า คนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโคตมโคตร . . . บางพวกเป็นโมคคัลลานโคตร . . . บางพวกเป็น กัจจายนโคตร . . . บางพวกเป็นวาเสฏฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบการงานทราม ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นคนทำงานช่างไม้. .. เป็นคนทำงานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุ นั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 141

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นคนทำงานไถนา . . . เป็นคนทำงานค้าขาย . . . เป็นคนทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่านดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบศิลปทราม ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง. . . มีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ. . . มีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบโรคทราม ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเรื้อน. . . โรคฝี. . . โรคกลาก. . . โรคมองคร่อ. . . โรค

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 142

ลมบ้าหมู ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเบาหวาน . . . ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบรูปพรรณทราม ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกสูงเกินไป . . . ต่ำเกินไป . . . ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป . . . ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า. มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกไม่สูงนัก.. . ไม่ต่ำนัก . . . ไม่ดำนัก. . . ไม่ขาวนัก . . . ภิกษุนั้นไม่ว่า คนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบกิเลสทราม ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกถูกราคะกลุ้มรุม ... ถูกโทสะย่ำยี. . . ถูกโมหะครอบงำ. . . ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 143

พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกปราศจากราคะ . . . ปราศจากโทสะ . . . ปราศจากโมหะ . . . ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย . . . อาบัติ ปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฏิเทสนียะ .. . อาบัติทุกกฏ . . .อาบัติทุพภาสิต ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องโสดาบัติ. . . ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้อง อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบคำสบประมาททราม ว่ามีบางพวก อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีความประพฤติดังอูฐ . . . ดังแพะ. . . ดังโค. . . ดังลา. . . ดังสัตว์ ดิรัจฉาน. . . ดังสัตว์นรก สุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้นต้องหวัง ได้แต่ทุคติ. . . ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 144

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก [๒๗๙] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรม- วินัยนี้ บางพวกเป็นบัณฑิต ... เป็นคนฉลาด . .. เป็นคนมีปัญญา ...เป็น พหูสูต .. . เป็นธรรมกถึก ทุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้นต้องหวัง ได้แต่สุคติ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่าพวกไรกันแน่ [๒๘๐] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า ภิกษุจำพวกไรกัน แน่ เป็นชาติคนจัณฑาล .. . ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน . . . ชาติคนช่างหนัง . . .ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า ภิกษุจำพวกไรกัน แน่ เป็นชาติกษัตริย์ .. .ชาติพราหมณ์ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชื่อทราม ว่าพวกไรกันแน่ อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ชื่ออวกัณณกะ . . .ชื่อชวกัณณกะ . . .ชื่อธนิฏฐกะ . . .ชื่อสวิฎฐกะ . . .ชื่อ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 145

กุลวัฑฒกะ . ..ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ชื่อพุทธรักขิต . . . ชื่อธัมมรักขิต .. .ชื่อสังฆรักขิต . .. ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่าพวกไรกันแน่ ...ภิกษุจำพวกไรกันแน่เป็นโกสิยโคตร . . . ภารทวาชโคตร . . . ภิกษุ นั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ ...ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโคตมโคตร .. . โมคคัลลานโคตร . . .กัจจายนโคตร . . .วาเสฏฐโคตร . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่าพวกไรกันแน่ ...ภิกษุจำพวกไรกันแน่เป็นช่างไม้ ...คนเทดอกไม้ ... ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ ...ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นคนทำงานไถนา ... เป็นคนทำงาน ค้าขาย ... เป็นคนทำงานเลี้ยงโค .. .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 146

พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ . . .มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก . . .ภิกษุ นั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ ...มีวิชาการช่างเขียน .. .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้อง อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเรื้อน... โรคฝี.. . โรคกลาก... โรคมองคร่อ. .. โรคลมบ้าหมู .. .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเบาหวาน . ..ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกัน แน่ สูงเกินไป . . .ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป . . .ขาวเกินไป . . . ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 147

พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ไม่สูงนัก . . .ไม่ต่ำนัก . . .ไม่ดำนัก. . . ไม่ขาวนัก . ..ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูก โมหะครอบงำ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ปราศจากราคะ . . .ปราศจากโทสะ. . . ปราศจากโมหะ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่นว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ต้องอาบัติปาราชิก . . .อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย . . .อาบัติปาจิตตีย์ . . .อาบัติปาฎิเทสนียะ . . .อาบัติทุกกฏ อาบัติทุพภาสิต . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่นนี้ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ต้องโสดาบัติ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 148

พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่ . . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีความประพฤติดังอูฐ . . .ดังแพะ . . .ดังโค . . . ดังลา . . .ดังสัตว์ดิรัจฉาน . . .ดังสัตว์นรก สุคติของภิกษุพวก นั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้น ต้องหวังได้แต่ทุคติ . . .ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ . . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นบัณฑิต . . .เป็นคนฉลาด . . .เป็นคน มีปัญญา . . .เป็นพหูสูต . . .เป็นธรรมกถึก ทุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุ พวกนั้น ต้องหวังได้แต่สุคติ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชาติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา [๒๘๑] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้พูดเปรยเหน็บแนมว่า พวกเราไม่ใช่ชาติ คนจัณฑาล . . .ไม่ใช่ชาติคนจักสาน . . .ไม่ใช่ชาติพราน . . .ไม่ใช่ชาติคน ช่างหนึ่ง ...ไม่ใช่ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่า เฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไป บอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า พวกเราไม่ใช่ชาติกษัตริย์ . . .ไม่ใช่ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 149

พูดเปรยกระทบชื่อทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไป บอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า พวกเราไม่ใช่ชื่อ อวกัณณกะ . . . ไม่ใช่ชื่อชวกัณณกะ . . .ไม่ใช่ชื่อธนิฎฐกะ . . .ไม่ใช่ชื่อ สวิฏฐกะ . . .ไม่ใช่ชื่อกุลวัฑฒกะ ...ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกุฎ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .ภิกษุชื่อนี้พูดเปรยเหน็บแนมว่า พวกเราไม่ใช่ชื่อพุทธรักขิต. . . ไม่ใช่ชื่อธัมมรักขิต . . .ไม่ใช่ชื่อสังฆรักขิต . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะ ท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา พวกเราไม่ใช่โกสิยโคตร . . .ไม่ใช่ภารทวาชโคตร . . . ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา พวกเราไม่ใช่โคตมโคตร . . .ไม่ใช่โมคคัลลานโคตร . . .ไม่ใช่ กัจจายนโคตร . . .ไม่ใช่วาเสฏฐโคตร . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยเหน็บแนมกระทบการงานทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา พวกเราไม่ใช่ช่างไม้ . . .ไม่ใช่คนเทดอกไม้ . . .ภิกษุนั้น ไม่ว่า คนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 150

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่ทำงานไถนา . . .ไม่ใช่คนทำงานค้าขาย . . .ไม่ใช่ คนทำงานเลี้ยงโค . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา ...พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างจักสาน . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหม้อ . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหูก . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหนัง . . .ไม่ใช่มีวิชาการ ช่างกัลบก ...ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างนับ . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างคำนวณ . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างเขียน . . . ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นคนโรคเรื้อน . . .ไม่ใช่เป็นโรคฝี. . .ไม่ใช่เป็น โรคกลาก . . .ไม่ใช่เป็นโรคมองคร่อ . ..ไม่ใช่เป็นโรคลมบ้าหมู .. ภิกษุ นั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด. พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา . . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเบาหวาน . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่า เฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

ไม่มีความคิดเห็น:

อนุทินศัพท์ และบันทึกการค้นหา